ตอนที่ 2 [บทความว่าด้วยปัญหาที่ดินชายแดนใต้] เมื่อรัฐบอกว่าที่ดินของเรา ไม่ใช่ของเรา และจะไม่มีวันเป็นของเรา
++++++++++++++
สำหรับประชาชนรอบเทือกเขาเมาะแต เมื่อไม่มีเอกสารสิทธิ ที่ดินของพวกเขาจึงมีสถานะเป็น “ป่า” หรือที่ดินของรัฐตามนิยามในกฎหมาย แต่ในช่วงแรกยังไม่เกิดปัญหามากนัก แม้รัฐได้ให้สัมปทานทำไม้แก่รัฐวิสาหกิจซ้อนทับลงบนที่ดินที่ประชาชนได้จับจองบุกเบิกปลูกสร้างสวนแล้วก็ตาม เนื่องจากนายทุนท้องถิ่นที่มารับช่วงการสัมปทานเพียงเข้าไปตัดต้นไม้ใหญ่บางต้นในที่ดินของผู้ถือครองเท่านั้น การให้สัมปทานจีงไม่ได้มีผลกระทบต่อการถือครองที่ดิน
แม้จะไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ประชาชนในเทือกเขาเมาะแตก็สามารถดำรงวิถีชีวิตในที่ดินของตนสืบมา แต่ความเดือดร้อนเริ่มเด่นชัดเมื่อราว 10 ปีที่ผ่านมา นับแต่มีการใช้มาตรการทวงคืนผืนป่าโดยรัฐบาลคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ที่เจ้าหน้าที่รัฐเริ่มเข้ามาจัดการปิดล้อมการใช้พื้นที่อย่างเข้มข้น บนฐานคิดที่ว่าประชาขนในเทือกเขาเมาะแตคือผู้บุกรุกป่า
นอกจากนั้น คำกล่าวข้างต้นของเจ้าหน้าที่ที่ระบุว่า หากมีใบ สค.1 ก็สามารถใช้ยืนยันสิทธิได้ในทุกกรณีนั้น ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าที่ผ่านมารัฐได้ประกาศเขตป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ทับบนดินของประชาชนชายแดนใต้ที่มี สค.1 มาแล้วเป็นจำนวนมาก ดังกรณีการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว โดยที่การเพิกถอนเขตอุทยานฯ ที่ซ้อนทับพื้นที่ สค.1 ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเกิดขึ้นได้ ไม่ต้องพูดถึงการออกโฉนดที่ดินจากใบ สค. 1 เหล่านี้ ที่ตามระเบียบใหม่ในทุกวันนี้ที่ดิน สค.1 ไม่สามารถขอออกโฉนดได้ หากแปลงที่ดินมีความลาดเอียงเกินกว่า 35%
ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า “รู้ไหมว่า สค.1 ชนะได้ทุกอย่าง ชนะป่าสงวนยังได้ ถ้าไม่มี สค.1 จะมาอ้างอะไรก็ลำบาก” จึงเป็นเพียงข้ออ้างในการปิดทางที่จะรับฟังข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาของ Tanah Kita Network ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ไม่มีใบ สค.1 เท่านั้น ทั้งๆ ที่จะมีหรือไม่มี สค. 1 ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการที่รัฐจะออกโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชน
อนึ่ง ปัญหาเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินที่ประชาชนรอบเทือกเขาเมาะแตและที่อื่นๆ ในเขตป่าเขาในพื้นที่ชายแดนใต้ต้องเผชิญนั้น เป็นปัญหาหลักของประเทศที่ประชาชนในภาคอื่นๆ ก็ได้เผชิญมาอย่างยาวนานด้วยเช่นกัน แต่ในบริบทสถานการณ์ความไม่สงบ ประเด็นปัญหาป่าไม้ที่ดินในพื้นที่ชายแดนใต้มีความซับซ้อนที่น่าสนใจ นั่นคือ ในขณะที่รัฐไทยมักมีนโยบาย/แนวทางพิเศษในด้านเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา และวัฒนธรรม เพื่อจัดการคลี่คลายปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ในฐานะวาระสำคัญของชาติ แต่ในมิติทรัพยากรที่ดินป่าไม้ หน่วยงานที่รับผิดชอบกลับไม่พยายามใช้การคลี่คลายความขัดแย้งในเรื่องนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสันติภาพชายแดนใต้เลย
ภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบหน่วยงานด้านป่าไม้กลับเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจตราควบคุมการใช้ประโยชน์จากที่ดินของในเขตป่าเขาอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีการจับกุมดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกหรือทำลายป่าต่อประชาชนจำนวนมาก ปรากฎการณ์นี้อาจเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ว่า การทำงานของกองกำลังเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอาจส่งผลทำให้การเคลื่อนไหวในเขตป่าเขาของฝ่ายต่อต้านรัฐไทยทำได้ยากขึ้น
รวมทั้งการที่สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่อาจมีผลทำให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการบริหารจัดการป่าของรัฐไม่กล้าออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิในที่ดินของตน นอกจากนั้น ท่ามกลางความเข้มข้นในการพิทักษ์ป่า กลับพบอีกด้านที่ย้อนแย้งกันในการจัดการพื้นที่ป่าของรัฐ ที่ได้ให้สิทธิพิเศษในที่ดินทำกินแก่ประชาชนบางกลุ่ม หรือการนำที่ดินในเขตป่าเขาไปดำเนินโครงการพิเศษต่างๆ เช่น โดยระบุว่าเป็นโครงการพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรเพื่อแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคง
+++++++++++++++++++++++++
อ่านตอนที่ 1 บทความว่าด้วยปัญหาที่ดินชายแดนใต้: เมื่อรัฐบอกว่าที่ดินของเรา ไม่ใช่ของเรา และจะไม่มีวันเป็น ได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/18CetmCvkS/
อ่านตอนที่ 3[บทความว่าด้วยปัญหาที่ดินชายแดนใต้: สิทธิความเจ้าของของประชาชนไม่เคยอยู่สายตา: ประวัติการจัดการป่าและที่ดินของรัฐไทยใน จชต. ได้ที่
https://www.facebook.com/share/p/1CAAiF9RCW/
ขอบคุณเนื้อหาจาก
ชลิตา บัณฑุวงศ์. (2568). การสถาปนาอำนาจรัฐเหนือดินแดนผ่านการบริหารจัดการที่ดินและป่าไม้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้. วารสารวาระการเมืองและสังคม, 4(2), 64–86.