16 มกราคม 2568 - เครือข่ายประชาชนปกป้องสิทธิในที่ดินรอบพื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (Tanah Kita Network) เป็นเครือข่ายประชาชนรอบเทือกเขาเมาะแต ในพื้นที่ ต.กาลิซา ต.เฉลิม ต.มะรือโบตก อ.ระแงะ ต.ศรีบรรพต ต.เชิงคีรี และ ต.ซากอ อ.ศรีสาคร ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ และ ต.ลาโล๊ะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ที่รวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดิน ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่เดินทางมาราชการที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อให้นายกรัฐมนตรีช่วยแก้ไขปัญหาที่ดินใน 2 ประเด็น ได้แก่ 1) ปัญหาการกำหนดเขตเตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปซ้อนทับที่ดินทำกินของประชาชน และ 2) ปัญหาประชาชนไม่เอกสารสิทธิในที่ดิน
กรณี #ปัญหาแนวเขตอุทานแห่งชาติน้ำตกซีโป ที่ผ่านมา เครือข่าย Tanah Kita ได้เรียกร้องให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระงับการประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปไว้ก่อนและขอให้ดำเนินการจัดทำแนวเขตอุทยานฯ ใหม่เพื่อไม่ให้ทับที่ดินของประชาชน แต่กรมอุทยานฯ กลับบ่ายเบี่ยงและอ้างว่ากำลังแก้ปัญหาให้อยู่ตามแนวทางที่กรมอุทยานฯ กำหนดขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ทางเครือข่าย Tanah Kita เห็นว่าการดำเนินการของกรมอุทยานฯ นั้น ไม่ใช่แนวทางการแก้ปัญหาที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้แผนที่ที่ทางกรมอุทยานฯ จัดทำขึ้นมาเป็นแนวเขต แล้วชี้แจงแกมบังคับให้ประชาชนแต่ละรายต้องไปชี้แปลงที่ดินของตน อันเป็นกระบวนการสำรวจแปลงที่ดินที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแล้วเพื่อพิสูจน์สิทธิ ทั้งที่จริงในขณะนี้ยังไม่มีแนวเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปตามกฎหมาย ดังนั้น จึงไม่มีประชาชนรายใดที่มีที่ดินทำกินอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ดังนั้น จึงควรแก้ปัญหานี้ด้วย #การร่วมกันจัดทำแนวเขตอุทยานฯเสียใหม่
เครือข่าย Tanah Kita ได้ขอความอนุเคราะห์ให้ท่านนายกรัฐมนตรีช่วยแก้ปัญหาเรื่องแนวเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป ดังนี้
1. ขอให้ระงับการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปไว้ก่อน จนกว่าการเจรจาเรื่องแนวเขตระหว่างกรมอุทยานฯ กับเครือข่าย Tanah Kita จะได้ข้อยุติร่วมกัน ทั้งนี้ ขอให้ทางกรมอุทยานฯ นำเอกสารที่เป็นทางการมาแสดงต่อชาวบ้าน
2. ขอให้ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้ง 1) คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาที่ดินในการกำหนดพื้นที่เป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปอย่างมีส่วนร่วม และ 2) คณะทำงานสำรวจแนวเขตที่ดินทำกินในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป จังหวัดนราธิวาส ที่แต่งตั้งโดยผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส และขอให้ยุติการดำเนินการตามแนวทางของคณะทำงานทั้ง 2 ชุดดังกล่าวทันที
3. ในระหว่างนี้ขอให้สมาชิกเครือข่าย Tanah Kita ได้ทำมาหากินตามปกติ โดยให้เป็นไปตามบันทึกแนวทางการบรรเทาปัญหาความเดือนร้อนของสมาชิกสมัชชาคนจนที่อาศัยหรือทำกินในที่ดินของรัฐทุกประเภทในระหว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหา
4. สั่งการให้กรมอุทยานฯ ดำเนินการจัดทำแนวเขตอุทยานร่วมกับทางเครือข่าย Tanah Kita โดยไม่ต้องดำเนินการสำรวจที่ทำกิจของประชาชนเป็นรายแปลง และดำเนินการตามมติที่ประชุมของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน
ส่วนกรณี #ปัญหาประชาชนเทือกเขาเมาะแตไม่มีเอกสารสิทธิที่ดิน นั้น การไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกินทำให้รัฐอ้างว่าที่ดินเป็นของรัฐ ทั้งๆ ที่พื้นที่แถบนี้ไม่ได้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ และยังไม่ได้เป็นอุทยานแห่งชาติ ส่งผลทำให้ประชาชนไม่มีความมั่นคงในการดำรงชีพ อนึ่ง เมื่อรัฐอ้างว่าที่ดินเป็นของรัฐ ประชาชนจึงมักถูกข่มขู่คุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ (ป่าไม้ / อุทยานฯ /กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ไม่ให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้เดินลาดตระเวน บินโดรน ตัดฟันพืชผลอาสิน รีดไถ ยึดสิ่งของ และจับกุมดำเนินคดี จนประชาชนเกิดความหวาดกลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับแต่ยุคการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีนโยบาย “#ทวงคืนผืนป่า” ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้มงวดในการทำมาหากินของประชาชนในพื้นที่ป่าเขามากขึ้น โดยในยุคนี้เองที่มีการตีความว่า “ที่ดินที่ประชาชนไม่มีเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดินนั้น เป็นพื้นที่ป่า ตามนิยามใน พรบ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484” ซึ่งก็ยิ่งกลายเป็นข้ออ้างของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในการข่มขู่คุกคามประชาชนในพื้นที่จนเดือดร้อนอย่างมาก นอกจากนั้น เมื่อไม่มีเอกสารสิทธิที่ดิน ประชาชนจึงไม่ได้รับค่าชดเชยพืชผลอาสินเสียหายเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ดังกรณีภัยพิบัติน้ำป่าดินโคลนถล่มเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา
ในกรณีเอกสารสิทธิที่ดิน เครือข่าย Tanah Kita ได้ขอให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้มี #การออกโฉนดที่ดิน ให้กับประชาชนรอบเขาเมาะแต เพราะที่ดินที่นี่เป็นเพียงที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิเท่านั้น โดยไม่เคยมีการประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ ที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่ราชพัสดุ หรือที่ดินอื่นใดของรัฐเลย จึงไม่จำเป็นต้องมีการพิสูจน์สิทธิใดๆ ทั้งนี้ หากติดขัดในกฎ/ระเบียบประการใด ขอให้นายกรัฐมนตรีมีนโยบายยกเว้นกฎระเบียบดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลมีอำนาจดำเนินการได้ ทั้งนี้ ในระหว่างการดำเนินเพื่อออกโฉนดที่ดินขอให้นายกรัฐมนตรีควบคุม ดูแล และสั่งการไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าหน่วยงานใดๆ เข้ามาข่มขู่ คุกคาม หรือจับกุมดำเนินคดีกับประชาชน และต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนสามารถดำรงชีพตามจารีตประเพณีต่อไปจนกว่าการแก้ไขปัญหาจะแล้วเสร็จ