ประธาน กมธ.สันติภาพชายแดนใต้ชี้รัฐต้องแก้ปัญหาที่ดินให้เป็นธรรม
ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาผู้แทนราษฎร หรือ “#คณะกรรมาธิการสันติภาพชายแดนใต้ฯ” ได้จัดเวทีเพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2567 ณ ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมอิสลามจังหวัดนราธิวาส โดยมีประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาที่ดิน ได้แก่ เครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี และเครือข่ายประชาชนปกป้องสิทธิในที่ดินรอบพื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (Tanah Kita Network) ได้ไปร่วมนำเสนอปัญหาด้วยนั้น
หลังการรับฟังการนำเสนอปัญหาของประชาชน นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ประมวลสรุปและมีข้อคิดเห็นว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่ประชาชนมีความเดือดร้อนยากจน มีปัญหาเศรษฐกิจมากเป็นพิเศษอยู่แล้ว เมื่อมีปัญหาเรื่องที่ดินก็ยิ่งทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น
สำหรับการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป นายจาตุรนต์กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าทางการต้องการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำ แต่แนวเขตก็มาทับกับพื้นที่ทำกินชาวบ้านที่อยู่มาก่อน ในการคุ้มครองพื้นที่ต้นน้ำรัฐก็ต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนและสิทธิของประชาชนด้วย แม้ทางเจ้าหน้าที่จะบอกว่าได้ทำตามกฎหมายแล้ว ตามที่กฎหมายระบุว่าในการจะประกาศเขตอุทยานฯ จะต้องไม่ทับที่ทำกินของชาวบ้าน แต่ชาวบ้านบอกว่าที่ผ่านมาได้เจ้าหน้าที่เข้ามาปักป้ายในที่ดินของตน มีการข่มขู่ว่าชาวบ้านทำผิดกฎหมาย หรือขู่ว่าที่ดินชาวบ้านในเขตอุทยานฯ แล้ว ทั้งที่จริงยังไม่มีการประกาศจัดตั้งอุทยานฯ
นายจาตุรนต์ยังกล่าวว่า ในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ควรต้องมีหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพที่ชัดเจน โดยต้องเป็นเจ้าภาพที่จะมาดูแลประชาชน ต้องเอาประชาชนเป็นหลักก่อน รองนายกรัฐมนตรี (ที่ดูแลภาคใต้) อาจมอบหมายให้ ศอ.บต. มาดูแลเรื่องนี้ เพื่อทำหน้าที่สำรวจรวบรวมปัญหาและหาทางแก้ไข
นายจาตุรนต์กล่าวทิ้งท้ายว่า ในการแก้ปัญหาเรื่องที่ดิน รัฐ “จะต้องทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่า อยู่แล้วมีความสุขอยู่แล้วมีความเป็นเจ้าของพื้นที่ อยู่แล้วมีสิทธิ์มีเสียง” โดย กมธ. จะเสนอต่อรัฐบาลให้เข้ามาแก้ปัญหานี้ด้วยการ “ทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับสิทธิ์ ได้รับความเป็นธรรม ได้รับประโยชน์ ให้สมกับที่ประชาชนอยู่ในพื้นที่นี้มานานก่อนที่ประเทศไทยจะมีกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ หรือกระทรวงทรัพยากรฯ”