ผลการจัดงาน “#รัฐสภาพบประชาชน” เรื่องปัญหาที่ดิน จ.นราธิวาส “Tanah Kita Network” อุ่นใจที่กรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ รับปากต่อประธานรัฐสภาว่าจะไม่ข่มขู่ คุกคาม ดำเนินคดีประชาชนในระหว่างการแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังคงกังวลใจต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาที่หน่วยงานรัฐเสนอมา ทั้งเรื่องแนวเขตอุทยานฯ และเรื่องเอกสารสิทธิ
รายงานพิเศษจากสื่อรัฐสภา TPTV (ออกอากาศ วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน 2567) กรณีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส หลังพบมีปัญหาเรื้อรังมานานจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยเหตุกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เตรียมประกาศให้น้ำตกซีโปเป็นพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ
ความยาวคลิป 11.28 นาที
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ตัวแทนจากเครือข่ายประชาชนปกป้องสิทธิในที่ดินรอบพื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาตินน้ำตกซีโป (Tanah Kita Network) จำนวน 100 คน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนและซักถามเจ้าหน้าที่รัฐและคณะทำงานของรัฐสภาในงาน “รัฐสภาพบประชาชน” หรือ “โครงการรัฐสภาเพื่อการพัฒนา จ.นราธิวาสฯ” ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาแนวเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปทับที่ดินประชาชน และ ปัญหาประชาชนไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ทั้งนี้ รัฐสภาได้จัดกิจกรรมนี้ในรูปแบบของการสัมมนา เรื่อง “ปัญหาที่ดินทำกินในการกำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป จังหวัดนราธิวาส” ซึ่งทางรัฐสภามุ่งหวังที่จะแก้ไขปัญหาตามที่ Tanah Kita Network ได้ร้องเรียนไปทางฝ่ายนิติบัญญัติ ในงานมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา #ประธานรัฐสภา และ #ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานตลอดงาน และมีตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าร่วมงาน
ก่อนหน้านี้หลังจากที่ทางประธานรัฐสภาฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก Tanah Kita Network ประธานรัฐสภาฯ ก็ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น จังหวัดนราธิวาส กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมที่ดิน ฯลฯ ขึ้นไปให้ข้อมูลที่รัฐสภาเพื่อสรุปหาแนวทางการแก้ไชปัญหา จากนั้นคณะทำงานของรัฐสภาก็นำข้อสรุปมานำเสนอต่อตัวแทนเครือข่าย Tanah Kita Network ในงานสัมมนาครั้งนี้
อนึ่ง Tanah Kita Network ประกอบด้วยประชาชนจาก ต.กาลิซา ต.เฉลิม ต.มะรือโบตก อ.ระแงะ ต.ศรีบรรพต ต.ซากอ และ ต.เชิงคีรี อ.ศรีสาคร ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ และ ต.ลาโล๊ะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ที่ปัญหาเรื่องที่ดินใน 4 ด้าน คือ 1) ปัญหาการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปทับที่ดินของประชาชน 2) ปัญหาประชาชนไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน 3) ปัญหาการถูกข่มขู่ คุกคาม จับกุม ดำเนินคดีจากการทำกินในที่ดินของตนเองที่ไม่มีเอกสารสิทธิ และ 4) ปัญหาการไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐและถูกจำกัดการพัฒนาเนื่องจากที่ดินถูกนับเป็นที่ดินของรัฐ
ในส่วนของปัญหาแนวเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปซ้อนทับที่ดินของประชาชน ทางผู้ตรวจราชการกรมอุทยานฯ ได้ยืนยันในงานสัมมนาว่า ตอนนี้การประกาศเขตอุทยานแห่งได้ถูกชะลอไว้ก่อนแล้ว แต่อย่างไรก็ดี ประชาชน Tanah Kita network ยังคงมีความไม่สบายใจ และได้ลุกขึ้นตั้งคำถามกันหลายข้อ อาทิ ขณะนี้การเตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปอยู่ในขั้นตอนใดกันแน่? และในการชะลอเรื่องการประกาศเขตอุทยานฯ นั้นมีหลักฐานการขอชะลอหรือ เช่น หนังสืออนุมัติให้ชะลอเรื่องจากทางคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติหรือไม่? รวมทั้งคำถามสำคัญที่ว่า หากยังไม่ประกาศอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป แล้วทำไมจึงมีการตั้งสำนักงานอุทยานฯ ในพื้นที่ และมีป้ายและใช้ชื่อว่าเป็น “อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป” ไปเรียบร้อยแล้ว?
ต่อมาทางตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้แจ้งในงานสัมมนาฯ ว่า หลังจากที่ Tanah Kita Network ได้ส่งเรื่องร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ นั้น ทางสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 (ปัตตานี) และจังหวัดนราธิวาส ได้พยายามแต่งตั้งคณะทำงานที่ประกอบด้วยหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งตัวแทนประชาชนเพื่อมาแก้ปัญหา ซี่งในงานสัมมนาฯ ตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสและคณะทำงานของรัฐสภาได้เสนอให้ Tanah Kita Network ส่งตัวแทนเข้าร่วมเป็นคณะทำงานนี้อำเภอละ 2 คน แต่อย่างไรก็ดี Tanah Kita network ยังคงมีความไม่สบายใจ และได้ตั้งคำถามต่อการแต่งตั้งคณะทำงานนี้ในหลายคำถาม อาทิ คณะทำงานที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะแต่งตั้งนี้มีอำนาจตามกฎหมายแค่ไหน? คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายในการกำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติ จะยอมรับข้อสรุปจากคณะทำงานนี้ไหม? กรมอุทยานฯ มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องกำหนดแนวเขตอุทยานไม่ให้ทับที่ดินทำกินของประชาชนอยู่แล้ว ดังนั้น การแต่งตั้งคณะทำงานและการให้ตัวแทนประชาชนเข้าร่วมถือเป็นการผลักภาระให้ประชาชนหรือไม่? การกำหนดแนวเขตอุทยานใหม่สามารถทำได้โดยเรียบง่ายเพียงแค่กรมอุทยานแห่งชาตินัดหมายชาวบ้านและผู้นำในแต่ละชุมชนเดินแนวเขตร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องตั้งคณะทำงานที่ยุ่งยากและเป็นภาระแก่ประชาชน ได้หรือไม่? ทั้งนี้ ทาง Tanah Kita Network จะไปหารือกันต่อภายในว่าจะยอมรับการตั้งคณะทำงานนี้หรือไม่ และจะทำหนังสือแจ้งไปยังประธานรัฐสภาให้ทราบต่อไป
ส่วนปัญหาการถูกข่มขู่ คุกคาม จับกุม ดำเนินคดีจากการทำกินในที่ดินของตนเองที่ไม่มีเอกสารสิทธินั้น ตัวแทน Tanah Kita Network ได้ลุกขึ้นเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ถูกเจ้าหน้าที่เข้าข่มขู่ คุกคาม หรือดำเนินคดี แต่ผู้ตรวจราขการกรมอุทยานฯ ได้ยืนยันว่า ที่ผ่านไม่ได้มีการข่มขู่ คุกคาม แต่เป็นการทำตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ดี ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้คำยืนยันต่อประธานรัฐสภาว่า จะไม่มีการจับกุม ดำเนินคดีประชาชนในระหว่างที่มีกระบวนการแก้ไขปัญหาในเรื่องแนวเขตอุทยานฯ และเอกสารสิทธิที่ดิน
สำหรับปัญหาประชาชนไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกินนั้น ตัวแทน Tanah Kita Network ได้สอบถามว่า รัฐจะมีแนวทางในการออกเอกสารสิทธิให้ชาวบ้านอย่างไร? และ ทำไมที่ดินในพื้นที่นี้บางแปลงทางการจึงออกเอกสาร นส. 3 ก ให้ แต่บางแปลงทั้งที่อยู่ในบริเวณเดียวกันกลับไม่ออกให้? อย่างไรก็ดี ไม่มีตัวแทนจากกรมที่ดินตอบคำถามนี้ แต่มีผู้แทนกรมป่าไม้ที่ตอบว่า เนื่องจากที่ดินบริเวณนี้ไม่ใช่ป่าสงวนแห่งชาติ กรมป่าไม้จึงถือว่า “เป็นป่า 2484” ตามนิยามใน พรบ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ที่ว่า “ที่ดินที่ประชาชนไม่มีเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดินนั้น เป็นพื้นที่ป่า” และตอนนี้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ก็ยังไม่เคยจัดและไม่มีแนวทางในการจัดที่ดินทำกินในพื้นที่ที่ถูกนิยามว่าเป็น “ป่า 2484” ทั้งนี้ ทางคณะทำงานของรัฐสภาได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ทางประธานรัฐสภาจะทำหนังสือส่งไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ คทช. กำหนดแนวทางในการจัดที่ดินที่ถูกนิยามว่าเป็น “ป่า 2484” โดยน่าจะเป็นแบบเดียวกับแนวทางการจัดการที่ดินที่เป็นป่าสงวนแห่งขาติ ที่จะอนุญาตให้ประชาชนใช้พื้นที่เป็นการชั่วคราวและประชาชนต้องเสียค่าเช่าที่ดินรายปี อย่างไรก็ดี เนื่องจากในงานสัมมนาครั้งนี้มีเวลาที่จำกัด ดังนั้น ทางหน่วยงานรัฐและคณะทำงานของรัฐสภาจึงยังไม่ได้ชี้แจงให้ประชาชนผู้เข้าร่วมประชุมได้ทราบถึงข้อดีและข้อเสียของแนวทางการแก้ไขปัญหาแบบนี้อย่างเพียงพอ และยังไม่ได้มีการอภิปรายกันว่าจะมีแนวอื่นที่ดีกว่านี้หรือไม่ที่จะทำให้ประชาชนได้รับสิทธิเหนือที่ดินได้อย่างแท้จริง
ส่วนกรณีข้อร้องเรียนจากประชาชนตำบลศรีบรรพต อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เรื่องที่กรมป่าไม้ใม่อนุญาตให้ทางคณะกรรมการมัสยิดขึ้นทะเบียนศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) จนทำให้ตาดีกาไม่ได้รับเงินอุดหนุนในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กๆ จากทางรัฐนั้น ทางตัวแทนประชาชนตำบลศรีบรรพตได้สอบถามว่าทางกรมป่าไม้จะอนุญาตเมื่อไหร่ รวมทั้งเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น ประปา สายไฟฟ้า ถนน ด้วย ที่ทางกรมป่าไม้ก็ไม่อนุญาตให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าดำเนินการ โดยทางตัวแทนกรมป่าไม้ตอบว่า ทางคณะทำงานของรัฐสภาจะทำหนังสือไปถึงคณะรัฐมนตรี เพื่อให้นำมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 กลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งไม่อาจตอบได้ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 23 มิถุนายน 2563 นั้นเป็นมติคณะรัฐมนตรีที่ว่าด้วยการเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่ได้ทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ไปแล้ว สามารถขออนุญาตการใช้พื้นที่ย้อนหลังได้โดยไม่ต้องรับโทษ