Tanah Kita Network เสียใจที่จังหวัดนราธิวาสและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงไม่ฟังเสียงประชาชนที่ขอให้ยกเลิกคำสั่งที่ไม่ตรงไปตรงมาในการแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ในการกำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป โดยยังคงดึงดันเดินหน้าจัดประชุมคณะทำงานฯ นัดประชุมครั้งแรกในวันนี้ (25 กรกฎาคม 2567) ส่วน Tanah Kita Network ยืนยันไม่ขอเข้าร่วมคณะทำงาน !!!
ตามที่จังหวัดนราธิวาสได้ออกคำสั่งจังหวัดนราธิวาสที่ 298/2567 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาที่ดินในการกำหนดพื้นที่เป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปอย่างมีส่วนร่วม โดยให้เหตุผลว่า “เพื่อให้การดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไชปัญหาที่ดินในการกำหนดพื้นที่เพื่อเป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และเป็นธรรม” โดยในคำสั่งระบุให้ตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องสิทธิในที่ดินรอบพื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (Tanah Kita Network) เข้าร่วมเป็นหนึ่งในคณะทำงานที่มีทั้งหมดรวม 16 คน นั้น
Tanah Kita Network มีจุดยืนที่จะไม่เข้าร่วมในคณะทำงานฯ ชุดนี้มาตั้งแต่ต้น และได้ส่งหนังสือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสเพื่อขอให้จังหวัดนราธิวาสยกเลิกคำสั่งดังกล่าว เนื่องจาก
1) คำสั่งจังหวัดนราธิวาสนี้ไม่เป็นไปตามข้อตกลงร่วมกันจากเมื่อครั้งที่พวกเราได้เข้าพบและประชุมร่วมกับนายสนั่น พงศ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส (ในขณะนั้น) และตัวแทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2566 ณ ห้องประชุมศูนย์ดำรงธรรม ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส (แห่งใหม่) ในการประชุมครั้งนั้นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า พร้อมจะดำเนินการเดินแนวเขตใหม่ร่วมกันกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบในทันที โดยในการประชุมดังกล่าวไม่มีการหารือถึงการตั้ง คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาที่ดินในการกำหนดพื้นที่เป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปอย่างมีส่วนร่วม แต่อย่างใด
2) องค์ประกอบของคณะทำงานตามคำสั่งฉบับนี้มีตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐมากถึง 14 คน มีตัวแทนสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนราธิวาสเป็นประธาน คณะทำงานส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานด้านป่าที่มีความขัดแย้งกับกับประชาชนในเรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน อีกทั้งยังมีตัวแทนจาก กอ.รมน. ภาค 4 ซึ่งนอกจากจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาแล้วนั้น บุคคลที่เป็นตัวแทนของ กอรมน.ภาค ๔ ตามคำสั่งดังกล่าวยังเป็นบุคคลที่เป็นคู่ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับชาวบ้านอีกด้วย ทำให้พวกเราไม่เชื่อมั่นในการทำงานของคณะทำงานชุดนี้ว่าจะเป็นไปเพื่อการแก้ไขปัญหาจริงๆ
3) แม้ว่าหลังการสัมมนา เรื่อง ปัญหาที่ดินทำกินในการกำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปจังหวัดนราธิวาส ตามโครงการรัฐสภาเพื่อการพัฒนาจังหวัดนราธิวาส เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2567 ที่โรงแรมอิมพีเรียล ต.บางนาค อ.เมือง จ.นราธิวาส นั้น ทางจังหวัดนราธิวาสแจ้งว่าจะเปิดให้มีตัวแทน Tanah Kita เข้าร่วมในคณะทำงานมากขึ้นเป็นอำเภอละ 2 คน แต่พวกเราก็ยังเห็นว่านี่ไม่ใช่กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ควรจะเป็น เนื่องจากคณะทำงานฯ นี้ถูกแต่งตั้งโดยอำนาจของจังหวัดนราธิวาสตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับอำนาจในการกำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติ อันเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ดังนั้น การแต่งตั้งคณะทำงานฯ ของจังหวัดนราธิวาสแทบไม่มีผลต่อการกำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปเพื่อไม่ให้ทับที่ดินของประชาชนแต่อย่างใด
4) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องกำหนดแนวเขตอุทยานแห่งชาติไม่ให้ทับที่ดินของประชาชน การแต่งตั้งคณะทำงานฯ ของจังหวัดนราธิวาส จึงเป็นการสร้างความยุ่งยากซับซ้อนขึ้นโดยใช่เหตุ เป็นการผลักภาระให้ประชาชนต้องเข้าไปช่วยหน่วยงานรัฐทำงานและรับหน้าเสื่อแทนหน่วยงานรัฐเพื่อให้การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติเป็นไปด้วยเรียบร้อย ที่สำคัญ พวกเราเห็นว่าการกำหนดพื้นที่อุทยานใหม่โดยไม่ให้ทับที่ดินทำกินของประชาชนนั้น สามารถทำได้ทันทีโดยให้ทางกรมอุทยานฯ นัดหมายประชาชนและผู้นำในแต่ละชุมชนเดินสำรวจเพื่อจัดทำแนวเขตใหม่ร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องตั้งคณะทำงานฯ ของจังหวัดให้ยุ่งยากซับซ้อนแต่อย่างใด เมื่อจัดทำแนวเขตอุทยานฯ ใหม่เสร็จในทุกพื้นที่แล้ว ก็ให้ทางกรมอุทยานฯ จัดเวทีรับฟังคิดเห็นตามกฎหมายต่อไป
ดังนั้น จึงเป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่หน่วยงานของจังหวัดนราธิวาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนราธิวาส ยังคงเดินหน้าผลักดันคณะทำงานชุดนี้ โดยจะมีการนัดประชุมคณะทำงานครั้งแรกในวันที่ 25 กรกฎาคม 2567 อันแสดงถึงความไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน และคงสามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่าคณะทำงานชุดนี้มีเป้าหมายเพื่อให้การประกาศอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปสำเร็จอย่างเรียบร้อยมากกว่าที่จะมีเป้าหมายเพื่อกันแนวเขตอุทยานฯ ออกจากที่ดินทำกินของประชาชน