28 กุมภาพันธ์ 2569
[บทความว่าด้วยปัญหาที่ดินชายแดนใต้] เมื่อรัฐบอกว่าที่ดินของเรา ไม่ใช่ของเรา และจะไม่มีวันเป็นของเรา (ตอนที่ 1)
++++++++++++++
“ชาวบ้านอยู่กันมายังไงถึงไม่มี สค. 1 จะมาอ้างว่าไม่รู้เรื่องไม่ได้นะ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเค้าก็ต้องบอกลูกบ้านอยู่แล้ว ... รู้ไหมว่า สค.1 ชนะได้ทุกอย่าง ชนะป่าสงวนยังได้ ถ้าไม่มี สค.1 จะมาอ้างอะไรก็ลำบาก....”
ข้างต้นเป็นคำพูดของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่ดูแลการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ในที่ประชุมหารือครั้งหนึ่งระหว่างผู้บริหารหน่วยงานนั้นกับประชาชนในจังหวัดนราธิวาสที่รวมตัวเป็นกลุ่มชื่อว่า Tanah Kita Network (แปลว่า เครือข่ายที่ดินของเรา) เพื่อขอให้รัฐแก้ปัญหาที่ดินทำกิน
ในวันนั้น Tanah Kita Network ไปหารือเพื่อขอให้หน่วยงานนั้นช่วยผลักดันการออกโฉนดที่ดินให้กับพวกเขาซึ่งทำกินในเทือกเขาเมาะแตที่อยู่ในเขตอำเภอระแงะและอำเภอศรีสาคร เนื่องจากที่ผ่านมารัฐยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้ ทั้งๆ ที่พื้นที่นี้ไม่ได้เป็นป่าสงวนหวงห้ามหรือป่าอนุรักษ์แต่อย่างใด
คำพูดที่ดูจะเจือความหงุดหงิดของเจ้าหน้าที่ข้างต้นนี้เกิดจากการถกเถียงกันของสองฝ่ายในที่ประชุม กล่าวคือ ในขณะที่ Tanah Kita Network ตีความว่าที่ดินรอบเทือกเขาเมาะแตเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งกรมที่ดินสามารถอออกโฉนดที่ดินได้ แต่ทางหน่วยงานนั้นกลับยืนยันว่าที่ดินบริเวณนี้ที่ไม่มีเอกสารสิทธิถือเป็นที่ดินของรัฐ หรือเป็น “ป่า” ตามพระราชบัญญัติไม้ พ.ศ 2484 จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้ได้ หากประชาชนต้องการทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมายก็จะต้องเข้าสู่การจัดที่ดินให้แก่ชุมชนตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เท่านั้น ซึ่งเป็นการอนุญาตให้ทำกินแบบแปลงรวมโดยไม่ได้กรรมสิทธิในที่ดิน
การถกเถียงในที่ประชุมข้างต้น สะท้อนถึงสถานภาพของที่ดินในเขตป่าเขาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่แม้ประชาชนได้ลงแรงบุกเบิกพื้นที่รกชัฎให้กลายเป็นสวนยางและสวนไม้ผลมานานแล้วหลายชั่วคน แต่ยังคงไม่มีความมั่นคงในที่ดินเนื่องจากไม่มีเอกสารสิทธิ ที่ดินทำกินจึงถูกเหมารวมกลายเป็นที่ดินของรัฐ
ส่วนสาเหตุที่ประชาชนผู้ครอบครองที่ดินไม่มีหลักฐานการแจ้งการครอบครอง หรือ ใบ สค. 1 นอกเหนือจากความห่างไกล ทุรกันดาร หรือความเหินห่างกับรัฐไทยที่มาแต่เดิมแล้วนั้น ยังมาจากการที่ในอดีตอำนาจรัฐในการควบคุมเหนือที่ดินในพื้นที่ห่างไกลยังอ่อนแอ ชุมชนในเขตป่าเขาจึงมีระบบของตนเองในการจัดสรรและบริหารจัดการที่ดินโดยผู้นำตามธรรมชาติที่มักเป็นผู้บุกเบิกตั้งถิ่นฐานในรุ่นแรก โดยที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยน้อยมาก
ระบบแบบนี้ดำรงอยู่เรื่อยมาจนถึงกลางทศวรรษ 2530 ที่รัฐก็ค่อยๆ ขยายอำนาจเข้าควบคุมเหนือดินแดนที่ห่างไกลได้เบ็ดเสร็จ โดยมีกฎหมายรองรับ มีการตั้งหน่วยงานมารับผิดชอบ และมีการจัดสรรงบประมาณ พร้อมกับการเสริมกำลังเจ้าหน้าที่อย่างพร้อมสรรพ
การขยายอำนาจของรัฐเหนือพื้นที่ในเขตป่าเขาที่ชายแดนภาคใต้วางอยู่บนฐานคิดที่ว่า พื้นที่เหล่านี้เป็นของรัฐ ที่รัฐสามารถนำที่ดินไปใช้ในกิจการใดๆ ได้
ในระยะแรกรัฐได้กำหนดให้ป่าเขาเป็นพื้นที่สัมปทานทำไม้ของรัฐวิสาหกิจและเอกชนเพื่อสร้างรายให้แก่รัฐ ต่อมาพื้นที่ป่าเขาถูกรัฐนำไปจัดตั้งนิคมสร้างตนเองหลายแห่งเพื่อชักชวนให้ผู้คนที่มิใช่ชาวมลายูมุสลิมจากข้างนอกมาตั้งถิ่นฐานที่ชายแดนภาคใต้เพื่อสร้างเศรษฐกิจและสร้างความสมดุลทางประชากรระหว่างชาวมลายูมุสลิมกับชาวไทยพุทธ ต่อมารัฐเริ่มสงวนหวงห้ามและจัดตั้งป่าอนุรักษ์ซึ่งห้ามมิให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์
อย่างไรก็ดี ในอีกแง่หนึ่งการขยายอำนาจเหนือดินแดนภายในผ่านทางการบริหารจัดการที่ดิน หมายรวมถึงการที่รัฐขึ้นทะเบียนการถือครองที่ดินและออกโฉนดที่ดินในประเทศได้อย่างทั่วถึง อันจะเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ที่ผ่านมารัฐไทยดำเนินการออกโฉนดที่ดินได้อย่างล่าช้า โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลในเขตป่าเขาที่มีผู้คนอาศัยทำกินอยู่เป็นจำนวนมาก
+++++++++++++++++++++++++
อ่านตอนที่ 2 บทความว่าด้วยปัญหาที่ดินชายแดนใต้: เมื่อรัฐบอกว่าที่ดินของเรา ไม่ใช่ของเรา และจะไม่มีวันเป็นของเรา ได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/1HSAUrxyAq/
อ่านตอนที่ 3 บทความว่าด้วยปัญหาที่ดินชายแดนใต้: สิทธิความเจ้าของของประชาชนไม่เคยอยู่สายตา: ประวัติการจัดการป่าและที่ดินของรัฐไทยใน จชต. ได้ที่
https://www.facebook.com/share/p/1CAAiF9RCW/
ขอบคุณเนื้อหาจาก
ชลิตา บัณฑุวงศ์. (2568). การสถาปนาอำนาจรัฐเหนือดินแดนผ่านการบริหารจัดการที่ดินและป่าไม้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้. วารสารวาระการเมืองและสังคม, 4(2), 64–86.
https://so05.tci-thaijo.org/.../polsc.../article/view/285047