ตอนที่ 4 [ตอนจบ- บทความว่าด้วยปัญหาที่ดินชายแดนใต้] มาตรการอนุรักษ์และเศรษฐกิจสีเขียว ที่ยิ่งผลักคนชายแดนใต้ให้ไปอยู่ชายขอบ
+++++++++++++++++++
ในการบริหารจัดการที่ดินและป่าในบริบทการอนุรักษ์ รัฐเริ่มประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่ชายแดนใต้มาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2500 (ตามกฎหมายเดิม) ส่วนหนึ่งเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการอนุญาตให้มีการทำประโยชน์หรืออาศัยอยู่ได้ในพื้นที่ “ป่าเสื่อมโทรม” ปัจจุบันสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีป่าสงวนแห่งชาติรวมเนื้อเกือบ 1.5 ล้านไร่
อนึ่ง ในการกำหนดเขตป่าสงวนแห่งชาติไม่มีการเดินสำรวจเพื่อกันที่ดินของประชาชนออกก่อน จึงเกิดปัญหาความขัดแย้งกับประชาชนไปทั่วประเทศ ที่ผ่านรัฐพยายามแก้ไขปัญหานี้ โดยหาแนวทางต่างๆ ที่อ้างว่าเพื่อให้ประชาชนสามารถทำกินในป่าสงวนแห่งชาติได้โดยชอบ ล่าสุดรัฐใช้วิธีการจัดที่ดินให้ชุมชนตามแนวทางคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ซึ่งไม่เพียงแต่ไม่มีการให้กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล แต่ยังมีเงื่อนไขฎเกณฑ์การใช้ประโยชน์ตามการแบ่งชั้นลุ่มน้ำ ที่ผู้เข้าร่วมโครงการต้องปฎิบัติตามอย่างเข้มงวดเพื่อรักษาพื้นที่สีเขียว การจัดที่ดินทำกินฯ คทช. นี้เริ่มดำเนินการในเขตป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่ชายแดนใต้มากขึ้นเป็นลำดับ
ส่วนการตั้งอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มมีมานับแต่ต้นทศวรรษ 2530 ทั้งในพื้นที่ป่าเขาและพื้นที่ลุ่มหรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญทางนิเวศวิทยา เพื่อให้การอนุรักษ์ป่ามีความเข้มข้นมากขึ้น
ป่าอนุรักษ์เหล่านี้กำหนดขึ้นจากที่ดินสงวนหวงห้ามที่มีอยู่เดิมของรัฐและที่เหลืออยู่จากการพัฒนาเพื่อสร้างเศรษฐกิจ เช่น ป่าในนิคมสร้างตนเอง ป่าสงวนแห่งชาติที่มีสภาพสมบูรณ์มาก และป่าพรุที่ยังคงเหลืออยู่แม้ผ่านโครงการระบายน้ำออกจากพรุมาอย่างหนักหน่วงก็ตาม ปัจจุบันกรมอุทยานฯ ยังคงพยายามเพิ่มพื้นที่และจำนวนอุทยานแห่งชาติในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่อย่างแข็งขัน
สำหรับในพื้นที่เขตป่าเขาที่ไม่ได้เป็นป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ หากไม่มีเอกสารสิทธิที่ดินที่กรมที่ดินออกให้ ที่ดินก็มีสถานะเป็น “ป่า” ตามนิยามในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 การที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่เดิมมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดระเบียบการทำไม้สัมปทาน ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการ “ทวงคืนผืนป่า” ของรัฐบาล คสช. ได้ทำให้ประชาชนถูกจำกัดสิทธิในการใช้ประโยชน์จากที่ดินและปิดโอกาสที่จะได้รับเอกสารสิทธิใดๆ ในที่ดิน ตลอดการไม่ได้รับสนับสนุนต่างๆ จากรัฐ เพราะพวกเขาได้กลายมาเป็นผู้บุกรุกป่าหรือที่ดินของรัฐไปเสียแล้ว
ในบริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจสีเขียว การที่ไทยมีพันธะกรณีต่อนานาประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รัฐจึงต้องเร่งเพิ่มพื้นที่ป่าไม้เพื่อการดูดซับและเก็บกักคาร์บอน ปัจจุบันการบริหารจัดการป่าของไทยได้เข้าสู่ยุคที่ป่ากลายเป็นทรัพย์สินรูปแบบใหม่ผ่านกลไกคาร์บอนเครดิต ที่ทำให้ชุมชนมีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างปลูกและดูแลป่าให้กลุ่มทุนในที่ดินของรัฐที่ชุมชนได้รับอนุญาตให้อาศัยทำกิน
นอกจากนั้นการที่ไทยพยายามลดการปล่อยคาร์บอนด้วยพลังงานทางเลือก ได้ส่งผลต่อการใช้ที่ดินและเข้าถึงที่ดินของประชาชนด้วย ในพื้นที่ชายแดนใต้กรมอุทยานฯ พยายามเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ขณะที่กรมป่าไม้เดินหน้าส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในป่าชุมชน ส่วนหน่วยงานอื่นก็เร่งสร้างมาตรฐานสินค้าเกษตรที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าไม่ได้บุกรุกป่า ปรากฎการณ์เหล่านี้อาจทำให้ประชาชนชายแดนใต้ในเขตป่าเขาที่ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ต้องถูกผลักให้ไปอยู่ชายขอบของเศรษฐกิจสีเขียวมากยิ่งขึ้น
+++++++++++++++
อ่านตอนที่ 1 บทความว่าด้วยปัญหาที่ดินชายแดนใต้: เมื่อรัฐบอกว่าที่ดินของเรา ไม่ใช่ของเรา และจะไม่มีวันเป็น ได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/18CetmCvkS/
อ่านตอนที่ 2 บทความว่าด้วยปัญหาที่ดินชายแดนใต้: เมื่อรัฐบอกว่าที่ดินของเรา ไม่ใช่ของเรา และจะไม่มีวันเป็นของเรา ได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/1HSAUrxyAq/
อ่านตอนที่ 3 สิทธิความเจ้าของของประชาชนไม่เคยอยู่สายตา: ประวัติการจัดการป่าและที่ดินของรัฐไทยใน จชต. ได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/1AsQZRdaVb/
ขอบคุณเนื้อหาจาก
ชลิตา บัณฑุวงศ์. (2568). การสถาปนาอำนาจรัฐเหนือดินแดนผ่านการบริหารจัดการที่ดินและป่าไม้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้. วารสารวาระการเมืองและสังคม, 4(2), 64–86.