17 มีนาคม 2569
ตอนที่ 3 [บทความว่าด้วยปัญหาที่ดินชายแดนใต้] สิทธิความเจ้าของของประชาชนไม่เคยอยู่สายตา: ประวัติการจัดการป่าและที่ดินของรัฐไทยใน จชต.
+++++++++++++++++++++++++
นอกจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างยืดเยื้อเรื้อรังแล้ว ผู้คนจำนวนมากในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังต้องเผชิญปัญหาในการดำรงชีวิตจากความไม่มั่นคงในที่ดินทำกินเนื่องจากไม่มีเอกสารสิทธิ อันทำให้ที่ดินของประชาชน โดยเฉพาะในเขตป่าเขา ที่ถูกระบุว่าเป็น “ป่า” หรือเป็นที่ดินของรัฐ
ในตอนนี้จึงจะชวนผู้อ่านมาดูกันว่า ที่ผ่านมารัฐไทยได้มีนโยบายและมาตรการด้านที่ดินและป่าไม้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้อย่างไร และผลกระทบที่มีต่อประชาชนอย่างไร
ในบริบทการพัฒนาเศรษฐกิจ ในอดีตรัฐไทยมุ่งสร้างเศรษฐกิจจากที่ดินและป่า นับตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 รัฐไทยมีแนวคิดว่า ที่ดินในเขตป่าเขาคือพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ที่แม้จะมีความอุดมสมบูรณ์ยิ่ง แต่ก็ยังไม่ถูกใช้ประโยชน์ จึงควรดึงทรัพยากรนี้มาใช้ให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ
ในระยะแรกรัฐดำเนินการด้วยการให้สัมปทานทำไม้และเหมืองแร่ และต่อมาก็ได้จัดตั้งชุมชนใหม่ในเขตป่าเขาผ่านการสร้างทัณฑนิคมและนิคมสร้างตนเอง เช่นเดียวกับการพัฒนาพื้นที่พรุ ที่รัฐก็มองว่าเป็นพื้นที่รกร้าง น้ำท่วมซ้ำซาก ดินเสื่อมโทรม และไร้ประโยชน์
นอกจากนั้น รัฐก็ยังส่งเสริมพืชเศรษฐกิจยางพาราให้แก่ผู้คนในเขตป่าเขาผ่านทางการให้ทุนจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) และส่งเสริมเศรษฐกิจการเกษตรและการตลาดสินค้าเกษตรอื่นๆ อีกเรื่อยมา
อย่างไรก็ดี จุดมุ่งหมายในการสร้างเศรษฐกิจนี้กลับย้อนแย้งกับความไม่ทั่วถึงและความล่าช้าในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่ประชาชน ทำให้ที่สวนของประชาชนอยู่ใต้อำนาจของกรมป่าไม้เรื่อยมา ทั้งๆ ที่รัฐไทยก็สมาทานแนวคิดว่า การออกโฉนดที่ดินแบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางเสรีนิยม
สำหรับบริบทความมั่นคงและการเมือง แทนที่รัฐไทยจะบริหารจัดการให้มีการรับรองสิทธิความเป็นเจ้าของเหนือที่ดินเพื่อเอาชนะจิตใจชาวมลายูมุสลิมเพื่อแก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบ รัฐไทยกลับใช้วิธีกระชับอำนาจเหนือที่ดินทำกินของประชาชนในฐานะที่ดินหวงห้ามของรัฐ แล้วจึงเลือกจัดสรรสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้แก่กลุ่มเฉพาะในฐานะยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความไม่สงบ
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2530 มีการตั้งหมู่บ้านพร้อมที่ดินทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติให้แก่ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ส่วนในช่วงหลังการเกิดขึ้นของความไม่สงบระลอกใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 ได้เกิดโครงการพัฒนาด้านการเกษตรใหม่หลายแห่งที่มีการจัดตั้งหมู่บ้านและจัดที่ดินทำกินให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง รวมทั้ง “โครงการพาคนกลับบ้าน” ของกองทัพ ที่เปิดให้ผู้ต้องคดีความมั่นคงได้เข้ามอบตัว โดยกองทัพได้จัดให้ผู้เข้าร่วมโครงการบางรายได้อยู่อาศัยในที่ดินของรัฐ
อย่างไรก็ดี เมื่อไม่กี่ปีมานี้ รัฐบาลมีโครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินเพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นการเฉพาะ แต่แม้จะเป็นการรับรองสิทธิความเป็นเจ้าของเหนือที่ดิน แต่ก็มีข้อจำกัดอย่างมากและไม่ได้แก้ปัญหาที่ดินของประชาชนที่ถูกประกาศทับเป็นป่าสงวนหรือป่าอนุรักษ์แต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่ครอบคลุมที่ดินของประชาชนที่รัฐระบุว่ามีความลาดชันเกินกำหนดตามการแบ่งชั้นลุ่มน้ำ
+++++++++++++++++++++++
(โปรดติดตามตอนต่อไป ว่าด้วย มาตรการอนุรักษ์และเศรษฐกิจสีเขียว ที่ยิ่งผลักคนชายแดนใต้ให้ไปอยู่ชายขอบ )
อ่านตอนที่ 1 บทความว่าด้วยปัญหาที่ดินชายแดนใต้: เมื่อรัฐบอกว่าที่ดินของเรา ไม่ใช่ของเรา และจะไม่มีวันเป็น ได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/18CetmCvkS/
อ่านตอนที่ 2 บทความว่าด้วยปัญหาที่ดินชายแดนใต้: เมื่อรัฐบอกว่าที่ดินของเรา ไม่ใช่ของเรา และจะไม่มีวันเป็นของเรา ได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/1HSAUrxyAq/
ขอบคุณเนื้อหาจาก
ชลิตา บัณฑุวงศ์. (2568). การสถาปนาอำนาจรัฐเหนือดินแดนผ่านการบริหารจัดการที่ดินและป่าไม้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้. วารสารวาระการเมืองและสังคม, 4(2), 64–86.