7 สิงหาคม 2569
กรมอุทยานฯ กำลังเติมเชื้อไฟความขัดแย้งชายแดนใต้จากความไม่จริงใจต่อประชาชน กรณีการเตรียมจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป
ตามที่เพจของกรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้โพสต์โต้ตอบต่อข่าวที่ประชาชนผู้มีส่วนเสียได้ตั้งคำถามต่อกระบวนการจัดทำแนวเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปที่ไม่โปร่งใสและทักท้วงต่อการที่กรมอทุยานฯ มัดมือชกประชาชนด้วยการเร่งรัดจัดการรับฟังความเห็นในระดับหมู่บ้านต่อการจัดตั้งอุทยานฯ อีกทั้งในโพสต์นั้นกรมอุทยานฯ ยังได้กล่าวหาประชาชนที่ท้วงติงว่าพยายามบิดเบือนข้อมูล นั้น Tanah Kita Network ขอยืนยันว่า แท้จริงแล้วฝ่ายที่บิดเบือนข้อมูลต่างๆ มาโดยตลอดก็คือกรมอุทยานฯ และการกระทำนี้ของกรมอุทยานฯ ก็จะยิ่งเป็นสิ่งกระตุ้นให้ความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจต่อรัฐในหมู่ประชาชนชายแดนใต้ลุกลามมากขึ้น
[ ดูโพสต์นี้ของกรมอุทยานฯ ได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/16juGQRAAE/
และดูข่าวข้อท้วงติงของประชาชนล่าสุดได้ที่
https://www.facebook.com/share/p/1HQcwCjYDg/?mibextid=wwXIfr ]
ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ก็คือว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กรมอุทยานฯ ได้จัดทำกำหนดแนวเขตและดำเนินกระบวนการเพื่อจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป โดยไม่ชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงให้ประชาชนในพื้นที่ทราบ กระทั่งเรื่องเกือบจะถูกนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบไปแล้วเมื่อต้นปี 2566 ซึ่งรวมถึงจัดทำรายงานผลการจัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วยตามที่กฎหมายกำหนด โดยประชาชนในพื้นที่ไม่รับรู้เกี่ยวกับการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่กรมอุทยานได้อ้างว่าดำเนินการไปเรียบร้อยแลัวตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 เลย
[ ดูรายละเอียดเกี่ยวกับรายงานการรับฟังความคิดเห็นการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/15tXsN8Dgv/ ]
ในระหว่างนี้ทางเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ได้สมอ้างทำให้ประชาชนเข้าใจไปว่า อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปดำเนินการจัดตั้งเรียบร้อยแล้วและเจ้าหน้าก็ที่มีอำนาจตาม พรบ.อุทยานแห่งชาติแล้ว อีกทั้งเจ้าหน้าที่มาขู่ว่าจะดำเนินคดีชาวบ้านในฐานะผู้บุกรุกอุทยานแห่งชาติ ทั้งๆ ที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปยังไม่ได้จัดตั้ง
ต่อมาภาคประชาสังคมได้สืบค้นข้อมูลค้นพบความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการจัดตั้งอุทยานแห่งชาตินี้ ขณะที่ประชาชนที่กำลังจะถูกอุทยานแห่งชาติประกาศทับที่ดินทำกินของตน ก็ได้รวมตัวกันและร้องเรียนปัญหาไปยังหน่วยงานต่างๆ เช่น อธิบดีกรมอุทยานฯ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส คณะกรรมาธิการที่ดินฯ คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ศอ.บต. รมต.กระทรวงยุติธรรม ประธานรัฐสภา และนายหรัฐมนตรี
แต่แทนที่กรมอุทยานฯ จะแก้ไขปัญหาตามข้อร้องเรียนของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ที่สามารถทำได้ด้วยเพียงแค่ให้ทางหัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (เตรียมการ) นัดหมายประชาชนและผู้นำของแต่ละชุมชนมาเดินแนวเขตที่จะกำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปเสียใหม่ร่วมกัน โดยไม่ให้ทับที่ดินทำกินของประชาชน แล้วจากนั้นให้ทางกรมอุทยานฯ จัดเวทีรับฟังคิดเห็นตามกฎหมายต่อไป
อย่างไรก็ดี กรมอุทยานฯ กลับหลบเลี่ยง บ่ายเบี่ยง และทำให้กระบวนซับซ้อนวกวน ด้วยการเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสตั้งคณะทำงานชุดใหญ่และชุดย่อยมาแก้ไขปัญหา โดยคณะทำงานดมีธงในการสำรวจที่ดินรายแปลงทุกแปลง เพื่อให้ทราบว่ามีประชาชนรายใดทำกินอยู่ในพื้นที่ป่าที่จะกำหนดเป็นเขตอุทยานแห่งชาติบ้าง เพื่อตรวจสอบพิสูจน์สิทธิ อันเป็นวิธีการที่มีปัญหาอย่างมาก ซึ่ง Tanah Kita Network ได้แสดงเหตุผลคัดค้านมาโดยตลอด
[ดูแถลงการณ์คัดค้านการสำรวจการถือครองที่ดินรายแปลงได้ที่
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122219456912075681&set=a.122110301630075681
ดูผลการหารือกับผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถึงปัญหาจากการที่กรมอุทยานฯ ใช้วิธีการสำรวจที่ดินทำกินรายแปลง
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122232644876075681&set=a.122110301630075681 ]
ที่ผ่านมาประชาชนเครือข่าย Tanah Kita Network คัดค้านและปฎิเสธไม่เข้าร่วมกับการตั้งคณะทำงานชุดต่างๆ ที่แต่งตั้งโดยผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสมาโดยตลอด เพราะเห็นว่าเป็นเพียงกลยุทธการฟอกขาวที่มีเป้าหมายเพื่อให้กรมอุทยานฯ สามารถเดินหน้าประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปได้ต่อไปเท่านั้น โดยTanah Kita Network ได่ทำหนังสือคัดค้านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสหลายครั้ง แต่คำคัดค้านของพวกเราก็ไม่เคยถูกใส่ใจรับฟัง
[ ดูรายละเอียดหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด เรื่อง ขอให้ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้ง “คณะทำงานแก้ไขปัญหาการประกาศเขตอุทยานฯ ซีโป” เพราะไม่เป็นไปตามข้อตกลง ไม่นำไปสู่การแก้ปัญหา และขาดความจริงใจต่อประชาชน (เมษายน 2567) https://www.facebook.com/share/p/1FxYNnvVqv/
ดูรายงานข่าวแถลงการณ์ Tanah Kita Network ที่แสดงความเสียใจที่จังหวัดนราธิวาสและกรมอุทยานฯ ไม่ฟังเสียงประชาชนที่ขอให้ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ (กรกฎาคม 2567)
https://www.facebook.com/share/p/16bqPWniRm/
[ดูรายละเอียดหนังสือถึงอธิบดีกรมอุทยานฯ ขอให้ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเดินสำรวจแนวเขตฯ แบบรายแปลง(พฤศจิกายน 2567)
https://www.facebook.com/share/p/1Eq7X96XZp/ ]
ที่สำคัญ การทำงานของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ในพื้นที่ ไม่สามารถสร้างความไว้วางใจให้กับชาวบ้านได้ เพราะมีแต่คำสัญญาที่ไม่มีหลักประกัน ความย้อนแย้ง การกลับไปกลับมา และสองมาตรฐาน ดังปรากฎในหลายกรณี อาทิ
ความไม่คงเส้นคงวาของกรมอุทยานฯ ในการแก้ไขปัญหาการกำหนดแนวเขตอุทยานแห่งชาติซ้อนทับที่ดินทำกินของประชาชน: เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีการขยายเขตอุทยานแห่งชาติบางลาง ซึ่งทางนายทิพยรัตน์ ทัยศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 สาขาปัตตานี คนปัจจุบัน เคยกล่าวในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ว่า ทางอุทยานแห่งชาติบางลางได้ใช้กระบวนการที่เหมาะสมในการกันที่ดินทำกินของประชาชนออกจากการผนวกเป็นเขตอุทยานฯ นั่นก็คือ การเดินสำรวจแนวเขตร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐและชุมชนแต่ละแห่ง โดยนายทิพยรัตน์ ทัยศรี ยืนยันว่า กรณีการขยาเขตอุทยานแห่งชาติบางลางไม่มี “การสำรวจการครอบครองที่ดินทำกินรายแปลง” เพราะไม่มีความจำเป็น แต่เหตุใดกับกรณีของการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป นายทิพยรัตน์ ทัยศรี กลับยืนยันว่าต้องมีการสำรวจที่ดินทำกินรายแปลง นี่คือความไม่สมเหตุผลและการใช้สองมาตรฐานที่แตกต่างกันหรือไม่
[คลิปถ่ายทอดสดการแถลงข่าวถูกลบออกจากเพจต้นทาง คือ เพจสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 สาขาปัตตานี https://www.facebook.com/Paro6pattani แล้ว แต่สามารถอ่านบทเคราะห์เนื้อหาการแถลงข่าวครั้งนี้ “คำถามที่ยังไม่ได้คำตอบจากการชี้แจงของ จนท. เรื่องการขยายเขตอุทยานฯ บางลาง” ได้ที่
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122254869278075681&set=a.122110301630075681 ]
การไม่บอกความจริงทั้งหมดต่อประชาชนเกี่ยวกับกระบวนการกำหนดแนวเขตอุทยาน: ที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ พยายามทำให้ประชาชนเชื่อว่า หากเข้าร่วมสำรวจการถือครองที่ดิน ทางเจ้าหน้าที่จะกันที่ดินของพวกเขาออกจากการกำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติ แต่ไม่เคยบอกข้อมูลให้ครบว่า ขั้นตอนหลังการสำรวจเสร็จแล้วมีอะไรบ้าง จนเมื่อถูกจับโป๊ะจึงค่อยๆ อ้อมแอ้มบอกว่าต้องส่งเรื่องให้หน่วยเหนือพิจารณา แต่ก็ยังคงปิดบังไม่พูดถึงขั้นตอนการพิสูจน์สิทธิโดยใช้แผนที่ตามภาพถ่ายดาวเทียม การแปลภาพถ่ายทางอากาศ และการใช้ภาพออโธสี ที่ต้องมี
โดยสรุป จากข้อมูลข้อเท็จจริงที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นได้ดีถึงความไม่จริงใจอย่างยิ่งของกรมอุทยานฯ กรมอุทยานฯ ใช้วิธีที่ไม่ตรงไปตรงมาในทุกทางที่จะพรากสิทธิเหนือทรัพยากรไปจากประชาชน เพื่อผูกขาดรวมศูนย์อำนาจการจัดการทรัพยากรธรรมชาติไว้กับตนเท่านั้น โดยไม่คำนึงชีวิตของประชาชนเลย การกระทำเช่นนี้ของกรมอุทยานฯ ยิ่งจะเป็นการสุมไฟให้ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยิ่งขึ้น โดยสันติภาพชายแดนใต้ไม่มีวันเกิดได้หากสิทธิในที่ดินจากบรรพบุรุษของพวกเรายังคงถูกละเมิด