ความไม่คงเส้นคงวาของกรมอุทยานฯ ในการแก้ไขปัญหาการกำหนดแนวเขตอุทยานแห่งชาติซ้อนทับที่ดินทำกินของประชาชน เปรียบเทียบกรณีการขยายเขตอุทยานแห่งชาติบางลาง กับ การจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป
ตามที่ Tanah Kita Network ได้ติดตามการแถลงชี้แจงของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 สาขาปัตตานี (สบอ.6 ปัตตานี) สืบเนื่องจากที่มีภาคประชาชนตั้งข้อสังเกตต่อการขยายเขตอุทยานแห่งชาติบางลาง จังหวัดยะลา ว่าอาจทับซ้อนที่ดินทำกินของประชาชนนั้น (ดูบันทึกวิดีโอการแถลงเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ได้ที่ https://www.facebook.com/PattaniRa.../videos/702573168806256 )
แม้เราจะยังไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเนื้อหาที่ สบอ.6 ปัตตานี แถลงนั้น เป็นความจริงทุกประการหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดการแถลงนี้ก็เป็นการให้สัญญาประชาคมว่า พื้นที่ที่จะผนวกเพิ่มเพื่อขยายขยายอุทยานแห่งชาติบางลางนี้จะไม่ทับซ้อนที่ดินทำกินของประชาชนโดยเด็ดขาด
ทั้งนี้ จากการแถลงดังกล่าว พบว่า ทางอุทยานแห่งชาติบางลางได้ใช้กระบวนการที่เหมาะสมในการกันที่ดินทำกินของประชาชนออกจากการผนวกเป็นเขตอุทยานฯ นั่นก็คือ การเดินสำรวจแนวเขตร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐและชุมชนแต่ละแห่ง ซึ่งเราขอเรียกวิธีการนี้สั้นๆ ว่า “การเดินสำรวจแนวเขตร่วมกัน”
“การเดินสำรวจแนวเขตร่วมกัน” นี้ แตกต่างจาก “การสำรวจที่ดินทำกินรายแปลง” หรือ อาจเรียกว่า “การสำรวจการครอบครองที่ดิน” ที่ใช้สำหรับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนที่ถูกประกาศทับเป็นอุทยานแห่งชาติไปเรียบร้อยแล้ว (ไม่ใช่สำหรับพื้นที่เตรียมการจัดตั้งหรือเตรียมขยายเขตอุทยานฯ)
ตัดภาพกลับมาที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (เตรียมการ) ซึ่งทุกวันนี้ทั้งทาง สบอ.6 ปัตตานี และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (เตรียมการ) ยังคงเดินหน้า “การสำรวจที่ดินทำกินรายแปลง” โดยไม่ฟังเสียงท้วงติงจากประชาชน ทั้งที่เป็นสิ่งที่ผิดฝาผิดตัวอย่างยิ่ง เพราะอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปยังไม่ได้ถูกประกาศจัดตั้งตามกฎหมาย
ปัญหาของการสำรวจที่ดินทำกินรายแปลงก็คือ มันวางอยู่บนฐานคิดที่ว่า มีเส้นแนวเขตอุทยานแห่งชาติอยู่เรียบร้อยแล้ว โดยการสำรวจรฯ ก็คือการมาดูว่ามีที่ดินแปลงไหนและของใครบ้างที่อยู่ในเขตอุทยานฯ โดยทางเจ้าหน้าที่ก็จะใช้ดุลพินิจตัดสินว่าจะกันที่ดินแปลงนั้นๆ ออกจากเขตอุทยานฯ ให้หรือไม่
ต่างกับ “การเดินสำรวจแนวเขตร่วมกัน” ที่เป็นการตกลงร่วมกันตั้งแต่ต้นระหว่างกรมอุทยานฯ กับแต่ละชุมชนว่า พื้นที่ใดคือที่ทำกินของคนในชุมชน และพื้นที่ใดคือป่าสมบูรณ์ที่ควรกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ
นี่ยังไม่นับรวมปัญหาว่าในกระบวนการสำรวจที่ดินทำกินรายแปลง มีเพียงเจ้าหน้าอุทยานฯ ที่เข้าไปในที่ดินแต่ละแปลงอย่างกระทันหัน เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่สามารถข่มขู่ กดดันให้ชาวบ้านเจ้าของแปลงเซ็นต์ชื่อยินยอมให้ผนวกที่ดินทั้งหมดหรือบางส่วนของตนเป็นอุทยานแห่งชาติได้ เพราะในการสำรวจไม่มีสักขีพยานหรือผู้นำชุมชนไปร่วมสำรวจด้วย
นอกจากนั้นการสำรวจที่ดินทำกินรายแปลงก็ไม่มีวันทำเสร็จได้จริง เพราะที่สวนของประชาชนมีหลายพันแปลง การสำรวจรายแปลงแบบนี้จึงกลายเป็นเพียงข้ออ้างให้หน่วยงานของบประมาณมาดำเนินการอย่างไม่รู้จบสิ้น และไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริง
Tanah Kita Network ไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใดทาง สบอ.6 ปัตตานี และอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (เตรียมการ) จึงไม่นำการ “การเดินสำรวจแนวเขตร่วมกัน” มาใช้ในการแก้ปัญหาแนวเขตกรณีการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป แต่กลับดันทุรังทำ “การสำรวจที่ดินทำกินรายแปลง” และเหตุใดการดำเนินการของเจ้าหน้าที่จึงความลักลั่น ไม่คงเส้นคงวา เมื่อเทียบกับกรณีการขยายแนวอุทยานแห่งชาติบางลาง ???
(หมายเหตุ ที่ผ่าน Tanah Kita Network ได้เคยออกแถลงการณ์คัดค้านการสำรวจการถือครองที่ดินรายแปลงกรณีการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปไปแล้ว อ่านได้ที่ https://www.facebook.com/photo/?fbid=122219456912075681&set=a.122110301630075681 )
#setzeroแนวเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป
#สิทธิและความมั่นคงในที่ดินคือรากฐานหนึ่งของสันติภาพชายแดนใต้
#อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปต้องไม่ประกาศทับที่ดินทำกินประชาชน
#นราธิวาส #ปัญหาที่ดินชายแดนใต้ #อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป_เตรียมการ #อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป #เอกสารสิทธิในที่ดิน
#ป่า2484ไม่มีอยู่จริงมีแต่ที่ดินของเรา #ที่ดินของเราไม่ใช่ป่า