23 มิถุนายน 2569
กสม. ห่วงใยกรณีอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป ยังมีช่องว่างการมีส่วนร่วมในการจัดทำแนวเขต ย้ำเวทีรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 8 คือ เวทีรับรองแผนที่แนวเขตแนบท้ายใน พรฎ. จัดตั้งอุทยานฯ จากนี้ไปจะแก้ไขไม่ได้แล้ว พร้อมแนะนำจัดอบรมชาวบ้านให้รู้จักการดูแผนที่ก่อนมีเวทีรับฟังความคิดเห็น+++
ในเวทีเสวนาในงาน “ถอดบทเรียนรอบ 3 ปี การจัดการความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน: กรณีการกำหนดเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป” เมื่อวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ทางกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ได้มีความเป็นห่วงว่า ยังมีช่องว่างการมีส่วนร่วมจากชาวบ้านในการจัดทำแนวเขตและการฟังความคิดเห็นในกรณีอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป อีกทั้ง กสม.ยังย้ำว่าเวทีรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 8 ใน พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 นั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะคือเวทีรับรองแผนที่แนวเขตแนบท้ายในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งอุทยานฯ หากแนวเขตยังซ้อนทับที่ดินชาวบ้าน/ชุมชนก็จะแก้ไขได้ยากมาก ทั้งนี้ กสม.แนะนำว่า ควรมีการจัดอบรมชาวบ้านให้รู้จักการดูแผนที่ก่อนมีเวทีรับฟังความคิดเห็น
นางปรีดา คงแป้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเคยมีรายงานเพื่อให้ข้อเสนอแนะต่อแนวทางการประกาศอุทยานแห่งชาติแห่งใหม่ ว่าต้องกันพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน ไร่หมุนเวียน พื้นที่ทางจิตวิญญาณ และป่าใช้สอย รวมถึงสถานที่ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันออกจากแนวเขตอุทยานแห่งชาติที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ พร้อมทั้งต้องจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในทุกระดับ คือ หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ โดยมีทั้งฝ่ายปกครอง ท้องที่ ตัวแทนประชาชน สื่อมวลชน นักวิชาการเข้าร่วม โดยการรับฟังความคิดเห็นต้องไม่ตั้งคำถามชี้นำ ต้องให้ประชาชนได้เสนอความเห็นข้อห่วงใยข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องแนวเขตและแผนที่ในการประกาศเขตอุทยาน
กสม.ปรีดา เน้นว่า กระบวนการมีส่วนร่วมต้องดำเนินการอย่างลึกซึ้งและอย่างมีความหมาย เพราะที่ดินทำกินของบรรพบุรุษคือหลังพิงของทุกชีวิต โดยเสนอให้นำตัวแบบกระบวนการมีส่วนร่วมแบบละเอียดของการกำหนดแนวเขตอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไทยมาใช้ เพราะสามารถกันพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนออกจากแนวเขตอุทยานฯ ได้นับแสนไร่ โดยมีการทำ MOU ร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับทางอุทยานฯ ในเรื่องแนวเขต
สำหรับกรณีการกำหนดพื้นที่เป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกชีโป ทาง กสม.ปรีดา มองว่ากระบวนการมีส่วนร่วมน่าจะยังมีช่องว่างอยู่และเสนอให้ใช้วิธีพากันไปดูพื้นที่จริงในการกำหนดแนวเขต ที่ผ่านมาแม้จะมีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหา (แต่งตั้งโดยผู้ว่าราชการจังหวัดฯ) แต่พบว่าชาวบ้านไม่สบายใจที่จะเข้าร่วม กลัวว่าเข้าไปแล้วจะไปรับรองแผนที่แบบผิดๆ
กสม.ปรีดา ยังเสนอด้วยว่า ทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรมียุทธศาสตร์ในการใช้ที่ดินเป็นเครื่องมือหรือเงื่อนไขในการสร้างความสงบสุขในพื้นที่ เพราะไม่มีประโยชน์ที่รัฐจะมาทะเลาะกับประชาชนเรื่องที่ดิน
ส่วนนางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีกท่าน ได้กล่าวว่าในการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติในอดีตตามกฎหมายฉบับเก่า ใช้แค่การดูจากภาพถ่ายทางอากาศ ไม่มีการเดินสำรวจในพื้นที่จริง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านเป็นอย่างมาก ต่อมามีการออกพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ในปี 2562 เพื่อแก้ปัญหาในอดีต โดยระบุให้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นก่อน เพื่อให้ชาวบ้านได้ตรวจสอบเส้นแนวเขตอุทยานว่าซ้อนทับที่ดินของชาวบ้าน/ชุมชนหรือไม่ อย่างไรก็ดี มักประสบปัญหาว่าชาวบ้านดูแผนที่ไม่เป็น
กสม.ศยามล กล่าวต่อว่า เวทีรับฟังความคิดเห็น ซึ่งจัดตามมาตรา 8 ของ พรบ.อุทยานฯ จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเจ้าหน้าที่ฯ จะรวบรวมความเห็นทั้งหมดและแผนที่ส่งไปยังคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เมื่อคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติประกาศเห็นชอบ แผนที่แนวเขตก็จะเป็นแผนที่แนบท้ายในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ ซึ่งหากแนวเขตในแผนที่ยังซ้อนทับที่ดินของชาวบ้าน/ชุมชนก็จะแก้ไขได้ยากแล้ว เช่นเดียวกันหากแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกามีความคลาดเคลื่อนก็จะแก้ไขได้ยากเช่นกัน
ดังนั้น กสม.ศยามล จึงเสนอให้มีเวทีก่อนการรับฟังความเห็นจริง เพื่อให้ชาวบ้านได้ดูแผนที่และไปเดินสำรวจร่วมกันกับทางเจ้าหน้าที่ โดยอาจต้องมีการอบรมชาวบ้านให้รู้จักการดูแผนที่ โดยต้องดูแผนที่ร่วมกันได้ระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ และแก้ไขแผนที่ได้หากชาวบ้านยังไม่เห็นชอบหรือไม่สบายใจกับการกันแนวเขต ทั้งนี้ ฝ่ายชาวบ้านเองก็ต้องควรต้องตื่นตัวและเข้ามามีส่วนร่วมให้มาก
====================
หมายเหตุ: งาน “ถอดบทเรียนรอบ 3 ปี การจัดการความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน: กรณีการกำหนดเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป” จัดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 9:00 - 13:00 น. ณ ห้องประชุมดุซงรายา องค์การบริหารส่วนตำบลดุซงญอ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส
รับผิดชอบโครงการ โดย
• โครงการวิจัย สู่การปฏิรูปการเมืองไทย และการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่อย่างยั่งยืน (สนับสนุนโดย สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม)
• เครือข่ายนักวิชาการศึกษานโยบายการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คนศ.จชต.)
ร่วมจัดโดย
• สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
• Institute of Human Rights and Peace Studies, Mahidol University สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
• Faculty of Political Science, Prince of Songkla University คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
• สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้