คลิปความยาว 1:02 นาที
คลิปความยาว 1:02 นาที
เรื่อง "ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาจากการเตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปและปัญหาประชาชนไม่มีเอกสิทธิในที่ดิน" เสนอต่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (ประธานสภาผู้แทนราษฎร) ในงานรัฐสภาพบประชาชน 15 มิถุนายน 2567
โดย เครือข่ายประชาชนปกป้องสิทธิในที่ดินรอบพื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป(Tanah Kita Network)
1. ความเป็นมา:
ชุมชนชาวมลายูมุสลิมในบริเวณเทือกเขาเมาะแตและเทือกเขาโดยรอบ ในเขตอำเภอระแงะ อำเภอศรีสาคร อำเภอจะแนะ และอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เป็นชุมชนดั้งเดิมที่ผู้คนอาศัยอยู่กันมาเป็นเวลานับร้อยปี มีวิถีชีวิตและจารีตวัฒนธรรมการทำมาหากิน โดยเฉพาะการทำเกษตรในพื้นที่ป่าเขา (บูเก๊ะ) ที่ได้สืบทอดกันมาโดยราบรื่น ทั้งนี้ เมื่อรัฐบาลมีนโยบายการให้สัมปทานไม้โดยการออกพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481 เพื่อประกาศเขตสงวนและคุ้มครองป่าไว้สำหรับการทำไม้ และออกพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 เพื่อกำหนดวิธีการในการทำไม้นั้น ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่นี้แต่อย่างใด เนื่องจากไม่ได้มีการประกาศให้พื้นที่แถบนี้เป็นป่าคุ้มครองหรือป่าสงวน ต่อมาทางการได้ประกาศบังคับใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ซึ่งกำหนดให้บุคคลที่ครอบครองที่ดินมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินบังคับใช้ ต้องไปแจ้งการครอบครองที่ดิน (สค.1)ต่อนายอำเภอท้องที่ แต่เนื่องจากพื้นที่นี้อยู่ห่างไกลทุรกันดารและในเวลานั้นประชาชนยังมีข้อจำกัดในการสื่อสารภาษาไทยซึ่งไม่ใช่ภาษาแม่ (mother tongue) ของคนมลายูมุสลิม ประชาชนในพื้นที่จึงไม่ทราบข่าวและไม่ได้ไปแจ้งการครอบครองที่ดิน จึงทำให้ไม่ได้รับเอกสารสิทธิในที่ดิน เมื่อไม่มีเอกสารสิทธิจึงเป็นสาเหตุให้ทางราชการเข้ามาประกาศเป็นพื้นที่สัมปทานไม้บ้าง ประกาศเป็นพื้นที่จัดตั้งนิคมสร้างตนเองบ้าง กระนั้นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนและการทำมาหากินของประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด แม้กระทั่งต่อมาทางราชการออกนโยบายป่าไม้แห่งชาติ พ.ศ.2528 ที่ต้องการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้เป็นร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ ในพื้นที่นี้ก็ไม่เคยมีการประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ หรือพื้นที่ป่าตามกฎหมายใดๆ เลย
จนกระทั่งเมื่อมีการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งหนึ่งในข้ออ้างในการทำรัฐประหารคือปัญหาการบุกรุกทำลายป่า และต่อมา คสช. ได้มีนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้เริ่มเข้มงวดในการทำมาหากินของประชาชนในพื้นที่ป่าเขามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีนักวิชาการด้านป่าไม้ที่ทำงานรับใช้คณะรัฐประหารออกมาตีความว่า “ที่ดินที่ประชาชนไม่มีเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดินนั้น เป็นพื้นที่ป่า ตามนิยามใน พรบ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484” ก็ยิ่งกลายเป็นข้ออ้างของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในการข่มขู่คุกคามประชาชนในพื้นที่ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ประกอบกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีนโยบายเตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปในบริเวณพื้นที่นี้ด้วย โดยมีการตั้งหน่วยงานของกรมอุทยานฯ ขึ้นในพื้นที่ และมีเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ มาห้ามไม่ให้ประชาชนเข้าไปทำมาหากินในพื้นที่ป่าเขาเช่นเดิม โดยอ้างว่าเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งก็ยิ่งทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากขึ้นไปอีก ประชาชนจึงได้ร้องเรียนปัญหาต่อพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในพื้นที่ และร้องเรียนต่อทางราชการ กระทั่งต่อมาได้รวมตัวกันเป็น เครือข่ายประชาชนปกป้องสิทธิในที่ดินรอบพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (Tanah Kita Network) เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
2. ปัญหา:
จากการทำงานของเครือข่าย Tanah Kita Network พบว่าปัญหาที่เกิดในพื้นที่ มีดังนี้
2.1 ปัญหาการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปทับที่ดินของประชาชน:
ในปี พ.ศ. 2519 กรมป่าไม้ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้น้ำตกซีโปเป็นวนอุทยานน้ำตกซีโป เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ซึ่งการประกาศดังกล่าวไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด แต่เมื่อถึงปี พ.ศ. 2539 กรมอุทยานฯ ได้พิจารณาเห็นว่าพื้นที่วนอุทยานน้ำตกซีโปมีความเหมาะสมที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ซึ่งไม่ได้มีพื้นที่แค่บริเวณน้ำตกซีโป ซึ่งอยู่ในเขตหมู่ที่ 3 บ้านซีโป ตำบลเฉลิม อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เท่านั้น แต่ได้มีการขยายพื้นที่ออกไปอย่างกว้างขวางในบริเวณที่ทำกินของประชาชนพื้นที่ตำบลอื่นๆ ของเทือกเขาเมาะแตและเทือกเขาโดยรอบด้วย
แม้ว่าคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติจะมีความเห็นชอบให้ประกาศพื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติแล้วก็ตาม แต่ในทางกฎหมายกลับไม่มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปแต่อย่างใด ล่วงเลยมาจนกระทั่งมีการออกพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน กรมอุทยานฯ จึงได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปเมื่อปี พ.ศ. 2565 ซึ่งตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 นี้ ไม่ได้มีการอนุญาตให้ประชาชนอยู่อาศัยหรือทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติได้ เพราะในบทเฉพาะกาลตามมาตรา 64 นั้นให้สำรวจการถือครองที่ดินของประชาชนที่อยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่ที่ได้ประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติไปแล้วเท่านั้น
ที่สำคัญ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 กำหนดให้การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ชุมชนที่เกี่ยวข้องและประชาชนด้วย แต่การจัดรับฟังความเห็นของกรมอุทยานฯ ต่อกรณีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป กลับไม่ได้มีการประกาศประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับรู้กันอย่างกว้างขวาง และไม่ได้อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการจัดการรับฟังความเห็นอย่างเพียงพอ จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ร่วมแสดงความคิดเห็น จึงไม่ทราบว่าการเตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปนั้นทับที่ดินของตนหรือไม่
2.2 ปัญหาการไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน:
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าประชาชนที่นี่มีการทำมาหากินในพื้นที่ป่าเขาตามจารีตประเพณีของตน แม้จะมิได้แจ้งการครอบครองที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ทางราชการก็ไม่ได้มีการประกาศสงวนหวงห้ามให้พื้นที่นี้เป็นที่ดินของรัฐประเภทใดมาก่อนเลย ที่ดินในพื้นที่นี้จึงเป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิที่ทางราชการสามารถดำเนินการออกเอกสารสิทธิให้กับประชาชนได้ แต่ที่ผ่านมาทางราชการกลับไม่ดำเนินการ ทำให้ประชาชนต้องเสียโอกาสในการพัฒนาที่ดิน เสียโอกาสในการสร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัว และยังถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุกทำลายป่าอีกด้วย
2.3 ปัญหาการถูกข่มขู่ คุกคาม จับกุม ดำเนินคดี:
อันเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องมาจากการไม่มีเอกสารสิทธิ ทำให้เจ้าหน้าที่เข้ามาข่มขู่เรียกรับผลประโยชน์ เช่น การข่มขู่เรียกเอาพืชผลทางการเกษตรที่ประชาชนเก็บเกี่ยวมา หากไม่แบ่งให้ก็จะจับกุม หรือการเข้ามาตรวจยึดไม้ในบ้านของประชาชนโดยไม่มีหมายค้น การใช้โดรนบินตรวจพื้นที่ การปักป้ายยึดพื้นที่ประชาชน แม้กระทั่งการติดป้ายหน้าที่ทำการว่าเป็น “อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป” ทั้งที่ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวและวิตกกังวล
2.4 ปัญหาการไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐและถูกจำกัดการพัฒนา:
ปัจจุบันประชาชนในพื้นที่นี้การไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนสงเคราะห์สวนยาง (หรือการยางแห่งประเทศในปัจจุบัน) ทั้งที่ต้องจ่ายเงินให้กองทุนฯ ทุกครั้งที่มีการจำหน่ายน้ำยาง ยางก้อน หรือยางก้นถ้วย ที่สำคัญคือการไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ เมื่อเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมดินถล่ม รวมไปถึงการที่องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ถูกจำกัดบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งที่ในอดีตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินการพัฒนาพื้นที่ เช่น การตัดถนน สร้างฝาย การจัดให้มีไฟฟ้าและประปาในพื้นที่ได้ แต่ในปัจจุบันแม้กระทั่งการซ่อมฝาย ซ่อมถนนก็ยังต้องขออนุญาตกรมป่าไม้ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมาก
3. ข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหา
จากปัญหาดังกล่าวข้างต้นเครือข่าย Tanah Kita Network จึงได้มีข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาดังนี้
3.1 การจัดทำแนวเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปใหม่ไม่ให้ทับที่ดินของประชาชน:
เครือข่าย Tanah Kita Network ขอยืนยันว่า เราไม่ได้คัดค้านการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป แต่ต้องการให้มีการจัดทำแนวเขตร่วมกันระหว่างกรมอุทยานฯ และทางเครือข่ายฯ เพื่อที่จะได้ไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งและไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยกรมอุทยานฯ ต้องดำเนินการถอนร่างพระราชกฤษฎีกาประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปออกจากเรื่องที่จะนำเข้าพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเสียก่อน และดำเนินการให้มีการจัดทำแนวเขตอุทยานฯ ร่วมกันใหม่ รวมทั้งจัดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างทั่วถึงด้วย ทั้งนี้ การดำเนินการต่างๆ เหล่านี้ต้องไม่เป็นภาระแก่ประชาชนมากจนเกินไป
3.2 การออกโฉนดที่ดินให้กับประชาชน:
ขอให้รัฐบาลดำเนินการออกโฉนดให้กับสมาชิกเครือข่าย Tanah Kita Network เพราะที่ดินของประชาชนในเครือข่ายฯ เป็นเพียงที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิเท่านั้น ไม่เคยมีการประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ ที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่ราชพัสดุ หรือที่ดินอื่นใดของรัฐเลย จึงไม่จำเป็นต้องมีการพิสูจน์สิทธิใดๆ ทั้งนี้ หากติดขัดในกฎ/ระเบียบประการใด ขอให้รัฐบาลมีนโยบายยกเว้นกฎระเบียบดังกล่าวซึ่งรัฐบาลมีอำนาจดำเนินการได้
3.3 หยุดการคุกคาม ข่มขู่ จับกุม ดำเนินคดีประชาชนที่เข้าไปทำกินในที่ดินตามปกติธุระ:
ทางเครือข่าย Tanah Kita Network ทราบดีว่าการแก้ไขปัญหาตามข้อ 3.1 และ 3.2 ต้องใช้ระยะเวลาพอควร ดังนั้น ในระหว่างดำเนินการแก้ไข รัฐบาลต้องควบคุม ดูแล และสั่งการไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าหน่วยงานใดๆ เข้ามาข่มขู่ คุกคาม หรือจับกุมดำเนินคดีกับประชาชน และต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนสามารถดำรงชีพตามจารีตประเพณีต่อไปจนกว่าการแก้ไขปัญหาจะแล้วเสร็จ
3.4 ช่วยเหลือเยียวยาผู้เดือดร้อนจากภัยพิบัติในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ:
ขอให้รัฐบาลดำเนินการชดเชยเยียวยาให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยพิบัติน้ำท่วมดินโคลนถล่มที่ จ.นราธิวาส เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา และต้องได้รับความช่วยเหลืออื่นๆ เช่นเดียวกับประชาชนหรือเกษตรกรทั่วไป โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจะมีเอกสารสิทธิในที่ดินหรือไม่ เพราะพวกเราก็เป็นประชาชนไทยและเสียภาษีให้รัฐไทยเช่นเดียวกันกับประชาชนคนอื่นๆ
3.5 นำป้ายชื่อ “อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป” ออก (เป็นการชั่วคราว):
ในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ขอให้กรมอุทยานฯ ดำเนินการนำป้ายชื่ออุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปที่ติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆ ออกไปก่อน และงดใช้ชื่อนี้ในสื่อโซเชี่ยล เพราะพื้นที่นี้ยังไม่ได้เป็นอุทยานแห่งชาติตามกฎหมาย