เปิดจดหมาย Tanah Kita Network ขอบคุณประธานรัฐสภาที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหา และความเห็นสืบเนื่องของเครือข่ายฯ
ตามที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดให้มีการสัมมนา เรื่อง ปัญหาที่ดินทำกินในการกำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปจังหวัดนราธิวาส ตามโครงการรัฐสภาเพื่อการพัฒนาจังหวัดนราธิวาส เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2567 ที่โรงแรมอิมพีเรียล ต.บางนาค อ.เมือง จ.นราธิวาส นั้น การจัดงานดังกล่าวมีคุณประโยชน์ต่อประชาชนผู้เดือดร้อนเป็นอย่างมาก เพราะทำให้ได้รับทราบถึงนโยบายและแนวทางดำเนินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อข้อร้องเรียนของประชาชน ที่สำคัญกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ ได้รับปากต่อประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า จะไม่จับกุมประชาชนในระหว่างที่มีการจัดทำแนวเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปใหม่และในระหว่างที่ดำเนินการแก้ปัญหาเอกสารสิทธิในที่ดิน
ดังนั้น เครือข่ายประชาชนปกป้องสิทธิในที่ดินรอบพื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (Tanah Kita Network) จึงนัดหมายยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแสดงความขอบคุณที่ได้ช่วยเหลือบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รวมทั้งเพื่อนำเสนอความเห็นของเครือข่ายฯ ต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาที่หน่วยงานรัฐได้นำเสนอในการสัมมนา โดยเครือข่ายฯ มีความเห็นว่า การตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาการประกาศเขตอุทยานฯ ของทางจังหวัดนราธิวาส อาจไม่มีความจำเป็น เพราะคณะทำงานฯ ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการกำหนดแนวเขตอุทยานแห่งชาติ รวมทั้งเครือข่ายฯ เห็นว่าควรนำ มาตรา 10 ในประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาใช้ในการออกเอกสารสิทธิที่ดิน แทนการตีความว่าที่ดินของพวกเราเป็น “ป่า” ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ 2484
นอกจากนั้น Tanah Kita Network ได้ขอความอนุเคราะห์จากประธานรัฐสภาฯ ดำเนินการตามใน 4 ข้อ อันได้แก่
1) ประสานงาน เร่งรัด ติดตาม ให้ กรมอุทยานฯนัดหมายผู้นำชุมชนและประชาชนในแต่ละพื้นที่ร่วมกันเดินสำรวจเพื่อจัดทำแนวเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปใหม่โดยต้องไม่ทับที่ดินทำกินของประชาชน และจากนั้นให้กรมอุทยานฯ จัดการรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมายต่อไป
2) ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีขอให้เร่งรัดกรมที่ดินในการออกโฉนดให้พวกเราตามแนวทางประมวลกฎหมายที่ดิน
3) มอบหมายให้นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ และนายกูเฮง ยาวอหะซัน ทำหน้าที่ในการรับแจ้งเรื่องจากประชาชนและช่วยแก้ปัญหาในกรณีที่ยังมีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ หรือ ทหาร เข้ามาข่มขู่ คุกคาม จับกุม ดำเนินคดี ประชาชนที่ทำกินในที่ดินของตนตามวิถีชีวิต เนื่องจากหลังการสัมมนาฯ ยังปรากฎว่ามีเจ้าหน้าที่มาข่มขู่เรียกรับผลประโยชน์จากประชาชนอยู่
4) ติดตามเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชดเชยเยียวยาภัยพิบัติจากกรณีน้ำท่วมดินโคลนถล่มเมื่อเดือนธันวาคม 2566 ที่ผ่านมาซึ่งสร้างความเสียต่อต้นไม้และพืชผลในที่ดินที่รัฐยังไม่ออกเอกสารสิทธิให้
ทั้งนี้ ประธานฯ มอบหมายให้นายมุข สุไลมาน เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือ จาก นายอาหะหมัด เบนโน ผู้แทน Tanah Kita Network) ณ จุดรับยื่นหนังสือ ชั้น 1 (โซนกลาง)
(อ่านเนื้อหาจดหมายฉบับเต็มได้ข้างล่างนี้)
TKN ที่ 07/2567
11 กรกฎาคม 2567
เรื่อง ขอขอบคุณที่จัดการสัมมนา เรื่อง “ปัญหาที่ดินทำกินในการกำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป จังหวัดนราธิวาส” ใน โครงการรัฐสภาเพื่อการพัฒนาจังหวัดนราธิวาส เฉลิมพระเกียรติฯ และขอนำเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมสืบเนื่องจากการสัมมนาฯ
กราบเรียน ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร
เครือข่ายประชาชนปกป้องสิทธิในที่ดินรอบพื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (Tanah Kita Network) มีความซาบซึ้งใจและขอขอบคุณท่านเป็นอย่างสูงที่ได้จัดการสัมมนา เรื่อง ปัญหาที่ดินทำกินในการกำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปจังหวัดนราธิวาส ตามโครงการรัฐสภาเพื่อการพัฒนาจังหวัดนราธิวาส เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิม พระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2567 ที่โรงแรมอิมพีเรียล ต.บางนาค อ.เมือง จ.นราธิวาส การจัดงานในครั้งมีคุณประโยชน์ต่อพวกเราซึ่งเป็นประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง โดยทำให้พวกเราได้รับทราบถึงนโยบายและแนวทางการที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ จะดำเนินการต่อข้อร้องเรียนของพวกเรา ที่สำคัญทางกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ ได้รับปากต่อท่านในที่ประชุมแล้วว่า จะไม่จับกุมประชาชนในระหว่างที่มีการจัดทำแนวเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปใหม่และในระหว่างที่ดำเนินการแก้ปัญหาเอกสารสิทธิในที่ดิน
อย่างไรก็ดี เนื่องจากในการสัมมนามีเวลาที่จำกัดจึงทำให้ประชาชนผู้เข้าร่วมงานไม่มีโอกาสมากนักในการสอบถามหรือแลกเปลี่ยนถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ทางหน่วยงานราชการและคณะทำงานของรัฐสภาได้นำเสนอในงาน ดังนั้น ภายหลังจากที่การสัมมนาเสร็จสิ้นลง สมาชิกเครือข่าย Tanah Kita Network ที่เป็นผู้เข้าร่วมหลักในการสัมมนาดังกล่าว จึงได้จัดประชุมเพื่อหารือถึงผลจากการสัมมนา และมีความเห็นต่อแนวทางการแก้ปัญหาที่ส่วนราชการได้เสนอในการสัมมนา จำนวน 3 ข้อ คือ
1) ความเห็นต่อการแต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาตามคำสั่งจังหวัดนราธิวาส
เครือข่าย Tanah Kita Network เห็นว่าการแต่งตั้งคณะทำงานตามคำสั่งจังหวัดนราธิวาสเพื่อแก้ไขปัญหาแนวเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปซ้อนทับที่ดินของประชาชน แม้จะเป็นความปรารถนาดีและเปิดให้มีตัวแทนเครือข่ายฯ เข้าร่วมในคณะทำงานอำเภอละ 2 คน ยังไม่ใช่กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ควรจะเป็น เนื่องจากคณะทำงานฯ นี้ถูกแต่งตั้งโดยอำนาจของจังหวัดนราธิวาสตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับอำนาจในการกำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติ อันเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 (ดูเอกสารแนบเรื่อง อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ) ดังนั้น การแต่งตั้งคณะทำงานฯ ของจังหวัดนราธิวาสแทบไม่มีผลต่อการกำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปเพื่อไม่ให้ทับที่ดินของประชาชนแต่อย่างใด
อนึ่ง กรมอุทยานฯ มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องกำหนดแนวเขตอุทยานแห่งชาติไม่ให้ทับที่ดินของประชาชน การแต่งตั้งคณะทำงานฯ ของจังหวัดนราธิวาส จึงเป็นการสร้างความยุ่งยากซับซ้อนขึ้นโดยใช่เหตุ เป็นการผลักภาระให้ประชาชนต้องเข้าไปช่วยหน่วยงานรัฐทำงานและรับหน้าเสื่อแทนหน่วยงานรัฐเพื่อให้การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติเป็นไปด้วยเรียบร้อย ที่สำคัญ พวกเราเห็นว่าการกำหนดพื้นที่อุทยานใหม่โดยไม่ให้ทับที่ดินทำกินของประชาชนนั้น สามารถทำได้ทันทีโดยให้ทางกรมอุทยานฯ นัดหมายประชาชนและผู้นำในแต่ละชุมชนเดินสำรวจเพื่อจัดทำแนวเขตใหม่ร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องตั้งคณะทำงานฯ ของจังหวัดให้ยุ่งยากซับซ้อนแต่อย่างใด เมื่อจัดทำแนวเขตอุทยานฯ ใหม่เสร็จในทุกพื้นที่แล้ว ก็ให้ทางกรมอุทยานฯ จัดเวทีรับฟังคิดเห็นตามกฎหมายต่อไป
ดังนั้น เครือข่าย Tanah Kita Network จึงไม่สามารถเข้าร่วมเป็นคณะทำงานชุดนี้ได้ และยังยืนยันขอให้จังหวัดนราธิวาสยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานนี้ ดังที่เครือข่ายฯ เคยมีหนังสือ TKN ที่ 01/2567 ส่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสแล้วก่อนหน้านี้ และขอให้จังหวัดนราธิวาสหันมาทำหน้าที่อย่างเหมาะสมในการช่วยเร่งรัดประสานให้ทางกรมอุทยานฯ เร่งทำการนัดหมายการเดินแนวเขตใหม่ร่วมกับประชาชนโดยเร็ว โดยทางจังหวัดควรส่งผู้แทนฝ่ายปกครองที่ประชาชนไว้วางใจมาร่วมเป็นสักขีพยานในการเดินแนวเขตนี้ด้วย
2) ความคิดเห็นต่อการเอาที่ดินของประชาชนที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิเข้าสู่การพิจารณาตามนโยบายจัดที่ดินของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)
เครือข่าย Tanah Kita Network ไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่กรมป่าไม้ได้เสนอในการสัมมนาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิในที่ดิน เนื่องจากกรมป่าไม้กระทำการอย่างไม่ชอบธรรมในการเหมารวมที่ดินของประชาชนที่รัฐยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิให้ว่าเป็น “ป่า 2484” การที่กรมป่าไม้เอาเอานิยาม “ป่า” ในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ที่ระบุว่า “‘ป่า’ หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน” มาใช้กับที่ดินของพวกเรานั้น เป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 เป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจในการอนุญาตตัดไม้หรือสัมปทานป่า โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการสงวนรักษาป่าแต่อย่างใด และหากรัฐต้องการประกาศสงวนหวงห้ามเป็นพื้นที่ป่าจริงก็มี พรบ.คุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. ๒๔๘๑ พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ บังคับใช้อยู่ตั้งแต่ในอดีต ทั้งนี้ รัฐไทยเพิ่งนำเอาแนวคิดเรื่อง “ป่า 2484” มาใช้เพื่อการขับไล่ประชาชนออกจากที่ดินทำกินในยุคการ “ทวงคืนผืนป่า” โดยรัฐบาลจากคณะรัฐประหารหรือรัฐบาล คสช. นี่เอง ทั้งนี้ เครือข่าย Tanah Kita Network ได้ทราบจาก พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติว่า ทางพรรคประชาชาติเองก็มีนโยบายที่จะยกเลิกพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 หรืออย่างน้อยที่สุดพรรคประชาชาติก็กำลังพยายามเสนอแก้ไขนิยาม “ป่า” ในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 เพื่อจะได้ไม่เป็นการสร้างปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินต่อไป ดังนั้น การแก้ปัญหาเรื่องประชาชนไม่ได้รับเอกสารสิทธิที่ดินจึงไม่ควรดำเนินการบนฐานคิดว่าที่ดินของประชาชนเป็น “ป่า 2484” ตามที่กรมป่าไม้ต้องการให้เป็น
ในความเป็นจริงนั้น ที่ดินในเทือกเขาเมาะแตของประชาชนเครือข่าย Tanah Kita Network ซึ่งรัฐยังไม่ออกเอกสารสิทธิให้นั้นเป็นที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน แม้ว่าเดิมพื้นที่นี้เป็นแปลงสัมปทานป่าโครงการไม้กระยาเลยฝั่งขวาแม่น้ำสายบุรี (นธ. 1) แต่ในความเป็นจริงการผู้ได้รับสัมปทานได้ใช้อิทธิพลทำการตัดไม้ในพื้นที่ที่มีประชาชนครอบครองทำประโยชน์อยู่ และต่อมาเมื่อการให้สัมปทานสิ้นสุดลง จึงเป็นที่ดินที่ทบวงการเมืองเลิกใช้แล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗ นั้นอธิบดีกรมที่ดินสามารถนำไปจัดเพื่อประชาชนได้ตามความ ในมาตรา 10 ของประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ระบุว่า
“มาตรา 10 ที่ดินของรัฐซึ่งมิได้มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครองและมิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอันราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกันนั้น ให้อธิบดีมีอํานาจจัดหาผลประโยชน์ในการจัดหาผลประโยชน์ ในการจัดหาผลประโยชน์ ให้รวมถึงจัดทําให้ที่ดินใช้ประโยชน์ได้ ซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้เช่า และให้เช่าซื้อ
หลักเกณฑ์และวิธีการจัดหาผลประโยชน์ ให้กําหนดโดยกฎกระทรวง แต่สําหรับการขาย การแลกเปลี่ยน และการให้เช่าซื้อที่ดินต้องได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรี
การดําเนินการจัดหาผลประโยชน์ตามความในมาตรานี้ ให้คํานึงถึงการที่จะสงวนที่ดินไว้ให้อนุชนรุ่นหลังด้วย”
ที่สำคัญพวกเราเห็นว่าเป็นความไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งหากจะมีการเสนอให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) จะเข้ามาจัดที่ดินของพวกเราให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับการจัดที่ดินให้ผู้ยากไร้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดินของเราไม่ได้เป็นป่าอนุรักษ์หรือป่าสงวนหวงห้ามมาก่อน ดังนั้น จึงเป็นพื้นที่ที่กรมที่ดินสามารถดำเนินการออกโฉนดได้ โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการของ คทช. แต่อย่างใด อีกทั้งการจัดที่ดินตามนโยบาย คทช. ยังมีเงื่อนไขที่ยุ่งยากมากมาย โดยเฉพาะระบบเกษตรกรรมบนภูเขาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งยากที่จะพิสูจน์ในประเด็น “การทำกินต่อเนื่อง” ด้วยภาพถ่ายทางอากาศ เนื่องจากลักษณะการทำสวนไม้ผลแบบ “สวนดุซง” มีความหลากหลายของพรรณพืชและมีสภาพภายนอกที่คล้ายป่าธรรมชาติอย่างมากดังที่ท่านได้ทราบดีอยู่แล้ว ทั้งนี้หากผลการพิสูจน์ออกมาว่าพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็น “ป่า” ที่ไม่ได้มีการครอบครองทำประโยชน์ก็อาจจะทำให้ประชาชนไม่ได้รับสิทธิตามนโยบายดังกล่าว หรืออาจจะต้องถูกอพยพโยกย้ายหรือถูกดำเนินคดีในที่สุด
3. ความคิดเห็นต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาการขึ้นทะเบียนศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ
กรณีข้อร้องเรียนจากประชาชนตำบลศรีบรรพต อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เรื่องที่กรมป่าไม้ไม่อนุญาตให้ทางคณะกรรมการมัสยิดขึ้นทะเบียนศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) จนทำให้ตาดีกาไม่ได้รับเงินอุดหนุนในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กๆ จากทางรัฐนั้น ในระหว่างการสัมมนาทางตัวแทนประชาชนตำบลศรีบรรพตได้สอบถามว่าทางกรมป่าไม้จะอนุญาตเมื่อไหร่ รวมทั้งเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น ประปา สายไฟฟ้า ถนน ด้วย ที่ทางกรมป่าไม้ก็ไม่อนุญาตให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าดำเนินการ โดยทางตัวแทนกรมป่าไม้ตอบว่า ทางคณะทำงานของรัฐสภาจะทำหนังสือไปถึงคณะรัฐมนตรี เพื่อให้นำมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 กลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งยังตอบไม่ได้ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน ทั้งนี้ เครือข่าย Tanah Kita Network เห็นว่า หากรัฐบาลนำประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 10 มาใช้ในการพิจารณาสถานะของที่ดิน กรมป่าไม้ก็จะไม่อำนาจที่ล้นเกินจากการบิดเบือนเจตนารมย์ของพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 จนนำมาสู่การขัดขวางการศึกษาทางศาสนาของเด็กและเยาวชน ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานของประชาชนในพื้นที่
จากความคิดเห็นข้างต้นนี้ พวกเราเครือข่าย Tanah Kita Network จึงขอความอนุเคราะห์จากท่านดำเนินการตามใน 4 ข้อ อันจะนำมาสู่การแก้ไขปัญหาปัญหาแนวเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปทับที่ดินประชาชนและปัญหาประชาชนไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินได้อย่างแท้จริง คือ
1) ประสานงาน เร่งรัด ติดตาม ให้ กรมอุทยานฯนัดหมายผู้นำชุมชนและประชาชนในแต่ละพื้นที่ร่วมกันเดินสำรวจเพื่อจัดทำแนวเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปใหม่โดยต้องไม่ทับที่ดินทำกินของประชาชน และจากนั้นให้กรมอุทยานฯ จัดการรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมายต่อไป
2) ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีขอให้เร่งรัดกรมที่ดินในการออกโฉนดให้พวกเราตามแนวทางประมวลกฎหมายที่ดิน
3) มอบหมายให้มีตัวแทนประธานสภาฯ ทำหน้าที่ในการรับแจ้งเรื่องจากประชาชนและช่วยแก้ปัญหาในกรณีที่ยังมีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ หรือ ทหาร เข้ามาข่มขู่ คุกคาม จับกุม ดำเนินคดี ประชาชนที่ทำกินในที่ดินของตนตามวิถีชีวิต เนื่องจากหลังการสัมมนาฯ ยังปรากฎว่ามีเจ้าหน้าที่มาข่มขู่เรียกรับผลประโยชน์จากประชาชนอยู่
4) ติดตามเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชดเชยเยียวยาภัยพิบัติจากกรณีน้ำท่วมดินโคลนถล่มเมื่อเดือนธันวาคม 2566 ที่ผ่านมาซึ่งสร้างความเสียต่อต้นไม้และพืชผลในที่ดินที่รัฐยังไม่ออกเอกสารสิทธิให้
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา และขออัลลอฮฺทรงตอบแทนแก่ท่านซึ่งรางวัลที่ดีงามจากการที่ท่านได้เสียสละ ทุ่มเท และมุ่งมั่นในการช่วยเหลือบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
ขอแสดงความนับถือ
เครือข่ายประชาชนปกป้องสิทธิในที่ดินรอบพื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (Tanah Kita Network)
เรายังคงกังวลใจต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาที่หน่วยงานรัฐเสนอ
รายงานพิเศษจากทีวีรัฐสภา "สางปัญหาที่ดินทำกิน ทับซ้อนอุทยานฯน้ำตกซีโป" คลิปความยาว 11.28 นาที ที่นี่www.youtube.com/watch?v=SYDKFS1wsck