ที่มา: เพจนิเวศวิทยาชายแดนใต้ 2-03-2024
(เครดิตภาพประกอบจาก The Standard /ช้อมูลจากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ชาวบ้านและท่านเจ้าคุณในช่วงเดือนมิถุนายน 2566)
ที่มา: เพจนิเวศวิทยาชายแดนใต้ 2-03-2024
(เครดิตภาพประกอบจาก The Standard /ช้อมูลจากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ชาวบ้านและท่านเจ้าคุณในช่วงเดือนมิถุนายน 2566)
ตามที่พระธรรมวัชรจริยาจารย์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 18 เจ้าอาวาสวัดประชุมชลธารา (วัดสุไหงปาดี) นำเสนอขอให้นายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ช่วยแก้ไขปัญหา “ปัญหาป่าซ้อนทับ” เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 ขณะที่นายกลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อร่วมกิจกรรม ‘เที่ยวใต้สุดใจ’ นั้น
วันนี้เพจของเราขอนำเสนอ “ปัญหาป่าทับซ้อน” ดังกล่าวว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เพื่อชี้ว่าปัญหาการถูกละเมิดสิทธิในที่ดินทำกินของประชาชนโดยหน่วยงานรัฐเป็นปัญหาร่วมที่ข้ามเส้นแบ่งทางศาสนาและชาติพันธุ์ นั่นคือ ทั้งประชาชนชาวไทยพุทธและประชาชาวมลายูมุสลิมต่างประสบปัญหาความเดือดร้อนนี้ร่วมกันอย่างถ้วนหน้า
ข้อมูล
สภาพพื้นที่ที่ท่านเจ้าคุณฯ กล่าวถึงเป็นพื้นที่ใน ต.สุไหงปาดี อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ซึ่งมีสภาพเป็นที่ราบลุ่ม บางส่วนเรียกว่า “พรุจำ” ซึ่งเชื่อมกับป่าพรุโต๊ะแดงในเขต อ.ตากใบ และ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส พื้นที่นี้มีลำคลองเชื่อมต่อไปสู่แม่น้ำบางนราที่ทำหน้าที่ระบายน้ำจากพื้นที่ราบลุ่มนี้ตามธรรมชาติมาโดยตลอด
เดิมชาวบ้านแถบนี้ใช้พื้นที่ในการทำนา ต่อมาบางส่วนได้เปลี่ยนเป็นสวนปาล์มและยางพารา โดยชาวบ้านมีที่ดินถือครองรายละประมาณ 8 -15 ไร่ (ไม่มีรายใดที่มีเกิน 20 ไร่)
ในส่วนของปัญหาที่ดินนั้น ที่ดินทำกินของชาวบ้านได้ถูกประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าลุ่มน้ำบางนรา แปลงที่ 2 และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ซึ่งมีพื้นที่รวมมากถึง 126,625 ไร่) บางส่วนเป็นพื้นที่นิคมสหกรณ์ปิเหล็งซึ่งซ้อนทับกับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ด้วย
พื้นที่นาจำนวนมากของชาวบ้านในหลายหมู่บ้าน (หมู่ 2, 8, 5, 11, 12) ใน ต.สุไหงปาดี ได้กลายมาเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งที่ตามแผนที่เดิมนั้นยังไม่ได้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติแต่อย่างใด ดังที่ชาวบ้านบอกว่า “ในแผนที่เดิมแนวป่าอยู่ไกล” ปัญหาได้มาเกิดขึ้นจากการสำรวจในช่วงหลัง ทั้งนี้ ชาวบ้านที่นี่มี สค.1 หรือใบจับจอง รวมทั้ง มี สค.3 และ กสน.5 หรือหนังสือแสดงการทำประโยชน์ ในกรณีที่ได้รับการจัดที่ดินในนิคมสร้างตนเองหรือสหกรณ์นิคมด้วย ส่วนที่เหลือเล็กน้อยมีเอกสาร นส.3
เมื่อที่ดินกลายมาเป็นเขตป่า ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถเข้าไปทำนาได้สะดวกดังเดิม ประกอบกับคลองชลประทานที่มีอยู่เดิมเกิดการตื้นเขิน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กรมชลประทาน) ไม่สามารถเข้าไปซ่อมแซมขุดคลอกได้ เพราะกลายเป็นพื้นที่ๆ อยู่ในเขตป่าไปเสียแล้ว ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมขังต่อเนื่อง ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป จนเกิดสภาพนาร้างในบริเวณกว้างมาได้ราว 20 ปีแล้ว
สำหรับที่นาที่ได้เปลี่ยนมาเป็นสวนยางแล้วนั้น เมื่อถูกกำหนดให้เป็น “ป่า” ชาวบ้านก็ไม่สามารถเข้าไปโค่นต้นยางแก่เพื่อปลูกใหม่ทดแทนได้ ต้องจำทนกรีดต้นยางแก่ต่อไปเรื่อยๆ ปัจจุบันมีเพียงราว 1/10 ของพื้นที่ทำกินที่ถูกประกาศเป็นเขตป่าที่ชาวบ้านยังคงมีการใช้ประโยชน์ในรูปของสวนยางและสวนปาล์ม